สกุลณา การบัญชั รับทำบัญชี วางแผนภาษี

ต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปรต่างกันอย่างไร? วิธีแยกต้นทุนเพื่อคำนวณกำไรและจุดคุ้มทุน

ต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปรต่างกันอย่างไร? แยกให้ถูกก่อนตั้งราคาและวางแผนกำไร

“ยอดขายเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ทำไมกำไรไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม?”

อีกด้านหนึ่ง บางธุรกิจมียอดขายลดลงเพียงเล็กน้อย แต่กลับรู้สึกว่าเงินไม่พอจ่ายค่าเช่า เงินเดือน และค่าใช้จ่ายประจำ ทั้งที่ยังขายสินค้าได้ทุกวัน

ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากยอดขายอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเจ้าของธุรกิจยังไม่ได้แยกว่า ค่าใช้จ่ายใดเป็น ต้นทุนคงที่ และค่าใช้จ่ายใดเป็น ต้นทุนผันแปร

เมื่อไม่รู้โครงสร้างต้นทุน เจ้าของธุรกิจอาจตั้งราคาต่ำเกินไป จัดโปรโมชั่นโดยไม่รู้ว่ากำไรเหลือเท่าไร หรือเข้าใจว่าขายได้มากขึ้นแล้วต้องมีกำไรมากขึ้นเสมอ ทั้งที่ยอดขายส่วนหนึ่งต้องถูกนำไปจ่ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนสินค้าและบริการ

บทความนี้ สกุลณาการบัญชีจะช่วยอธิบายความแตกต่างของต้นทุนทั้งสองประเภท พร้อมตัวอย่าง วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน และเช็กลิสต์ที่เจ้าของธุรกิจสามารถนำไปใช้กับกิจการของตนเองได้ทันที

คำตอบแบบเข้าใจง่าย

ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนรวมที่ยังไม่เปลี่ยนตามยอดขายหรือปริมาณงานในช่วงระดับกิจกรรมหนึ่ง
ต้นทุนผันแปร คือ ต้นทุนรวมที่เพิ่มหรือลดตามจำนวนสินค้าที่ขาย งานที่ให้บริการ หรือกิจกรรมของธุรกิจ

การแยกต้นทุนทั้งสองประเภทช่วยให้รู้ว่า ต้องขายเท่าไรจึงคุ้มทุน และแต่ละยอดขายสร้างกำไรให้ธุรกิจจริงเท่าไร


ต้นทุนคงที่คืออะไร?

ต้นทุนคงที่ หรือ Fixed Cost คือ ต้นทุนที่จำนวนรวมยังค่อนข้างคงเดิม แม้ปริมาณการขายหรือการให้บริการจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ภายในช่วงเวลาและระดับกิจกรรมที่กำหนด

สภาวิชาชีพบัญชีอธิบายว่า ต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงในจำนวนรวมตามการเปลี่ยนแปลงของระดับกิจกรรมภายในช่วงเวลาหนึ่ง ขณะที่คู่มือสำหรับ SMEs ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกตัวอย่างค่าเช่าสถานที่และเงินเดือนพนักงานเป็นต้นทุนที่ยังต้องจ่าย ไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย

ตัวอย่างต้นทุนคงที่

  • ค่าเช่าสำนักงาน ร้านค้า หรือคลังสินค้า
  • เงินเดือนพนักงานประจำ
  • ค่าทำบัญชีรายเดือน
  • ค่าเช่าระบบหรือซอฟต์แวร์แบบเหมาจ่าย
  • ค่าอินเทอร์เน็ตแบบรายเดือน
  • ค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์
  • ค่าประกันภัยรายปี
  • ค่าบริการรักษาความปลอดภัย
  • ค่าผ่อนหรือค่าเช่าเครื่องจักรตามสัญญา
  • ค่าใช้จ่ายบริหารประจำบางประเภท

สมมติร้านค้าออนไลน์มีค่าเช่าคลังสินค้าเดือนละ 20,000 บาท ไม่ว่าเดือนนั้นจะส่งสินค้า 500 กล่องหรือ 1,000 กล่อง ร้านยังต้องจ่ายค่าเช่า 20,000 บาทเท่าเดิม ตราบใดที่ยังใช้คลังสินค้าเดิม

ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะเปลี่ยนไปตามยอดขาย

แม้ต้นทุนคงที่รวมจะเท่าเดิม แต่ ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจะลดลงเมื่อธุรกิจขายได้มากขึ้น

ตัวอย่าง ค่าเช่าคลังสินค้าเดือนละ 20,000 บาท

  • ส่งสินค้า 500 กล่อง ต้นทุนค่าเช่าต่อกล่องเท่ากับ 40 บาท
  • ส่งสินค้า 1,000 กล่อง ต้นทุนค่าเช่าต่อกล่องเท่ากับ 20 บาท
  • ส่งสินค้า 2,000 กล่อง ต้นทุนค่าเช่าต่อกล่องเท่ากับ 10 บาท

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมธุรกิจที่ใช้กำลังการผลิตหรือทรัพยากรได้เต็มประสิทธิภาพ จึงอาจมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง


ต้นทุนผันแปรคืออะไร?

ต้นทุนผันแปร หรือ Variable Cost คือ ต้นทุนที่จำนวนรวมเปลี่ยนไปตามยอดขาย ปริมาณการผลิต จำนวนออเดอร์ ชั่วโมงทำงาน หรือกิจกรรมที่ใช้เป็นตัวผลักดันต้นทุน

เมื่อขายมาก ต้นทุนผันแปรรวมมักเพิ่มขึ้น และเมื่อขายน้อย ต้นทุนผันแปรรวมมักลดลง สภาวิชาชีพบัญชีนิยามต้นทุนผันแปรว่าเป็นต้นทุนรวมที่เปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนตามระดับกิจกรรม ส่วนคู่มือของกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายกตัวอย่างวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนอาหารที่ขาย

ตัวอย่างต้นทุนผันแปร

  • ราคาทุนสินค้าที่ขาย
  • วัตถุดิบในการผลิต
  • กล่อง ซอง และวัสดุบรรจุภัณฑ์ต่อออเดอร์
  • ค่าคอมมิชชันพนักงานขาย
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่คิดตามยอดขาย
  • ค่าธรรมเนียมระบบรับชำระเงิน
  • ค่าขนส่งที่กิจการรับภาระต่อรายการ
  • ค่าแรงแบบจ่ายตามจำนวนชิ้น
  • ค่าลิขสิทธิ์ที่คิดตามจำนวนขาย
  • วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ตามปริมาณงาน

ตัวอย่าง ร้านขายสินค้าออนไลน์มีต้นทุนสินค้าชิ้นละ 150 บาท และค่าบรรจุภัณฑ์ชิ้นละ 20 บาท

หากขาย 100 ชิ้น ต้นทุนผันแปรส่วนนี้จะเท่ากับ 17,000 บาท
หากขาย 500 ชิ้น ต้นทุนผันแปรจะเพิ่มเป็น 85,000 บาท

ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยมักค่อนข้างคงที่

ภายในช่วงการดำเนินงานปกติ ต้นทุนผันแปรต่อหน่วยมักไม่เปลี่ยนมาก เช่น กล่องใบละ 10 บาท หรือค่าธรรมเนียม 3% ของยอดขาย

อย่างไรก็ตาม ต้นทุนต่อหน่วยอาจเปลี่ยนได้จากส่วนลดตามปริมาณ ราคาวัตถุดิบ ค่าแรง อัตราค่าขนส่ง หรือเงื่อนไขแพลตฟอร์ม จึงควรตรวจสอบจากข้อมูลจริง ไม่ควรใช้ตัวเลขเดิมตลอดทั้งปี


ค่าใช้จ่ายหนึ่งรายการอาจไม่ได้เป็นต้นทุนประเภทเดียวตลอดไป

การจำแนกต้นทุนต้องดูจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงและตัวผลักดันต้นทุนของแต่ละกิจการ ไม่ควรจำจากชื่อบัญชีเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่าง ค่าขนส่ง

  • หากคิดตามจำนวนกล่อง อาจเป็นต้นทุนผันแปร
  • หากเหมาจ่ายรถขนส่งเดือนละ 30,000 บาท อาจเป็นต้นทุนคงที่
  • หากมีค่าเหมารายเดือนบวกค่าขนส่งตามจำนวนเที่ยว จะเป็นต้นทุนผสม

สภาวิชาชีพบัญชียังแบ่งต้นทุนตามพฤติกรรมเป็น ต้นทุนผสม ซึ่งมีทั้งส่วนคงที่และส่วนผันแปร และ ต้นทุนขั้น ซึ่งคงที่ในระดับกิจกรรมหนึ่ง แต่เพิ่มขึ้นเมื่อธุรกิจข้ามระดับกิจกรรมใหม่

ตัวอย่างต้นทุนผสม

ค่าโทรศัพท์ธุรกิจเดือนละ 500 บาท และมีค่าใช้บริการเพิ่มเติมตามปริมาณการโทร

  • 500 บาทแรกเป็นส่วนคงที่
  • ค่าใช้เกินแพ็กเกจเป็นส่วนผันแปร

ตัวอย่างต้นทุนขั้น

ร้านมีพนักงานแพ็กสินค้า 1 คน รองรับได้ไม่เกิน 1,000 ออเดอร์ต่อเดือน เมื่อยอดเพิ่มเป็น 1,200 ออเดอร์ ร้านต้องจ้างพนักงานเพิ่มอีกคน

ค่าแรงไม่ได้เพิ่มขึ้นทีละออเดอร์ แต่เพิ่มขึ้นเป็นขั้นเมื่อกิจกรรมเกินขีดความสามารถเดิม

ต้นทุนคงที่ไม่เท่ากับต้นทุนทางอ้อมเสมอไป

คำว่า ต้นทุนคงที่–ต้นทุนผันแปร เป็นการจำแนกตามพฤติกรรมของต้นทุน ส่วน ต้นทุนทางตรง–ต้นทุนทางอ้อม เป็นการจำแนกตามความสามารถในการระบุต้นทุนไปยังสินค้า งาน หรือลูกค้าแต่ละราย

ตัวอย่างเช่น

  • เงินเดือนนักออกแบบที่ทำงานให้ลูกค้าเพียงโครงการเดียว อาจเป็นต้นทุนทางตรง แต่มีลักษณะคงที่ตามช่วงสัญญา
  • วัสดุสิ้นเปลืองในโรงงานอาจเป็นต้นทุนทางอ้อม แต่เปลี่ยนตามปริมาณการผลิต

เจ้าของธุรกิจจึงไม่ควรใช้คำเหล่านี้แทนกัน เพราะแต่ละการจำแนกตอบคำถามทางบริหารคนละเรื่อง


ทำไมเจ้าของธุรกิจต้องแยกต้นทุนทั้งสองประเภท?

1. ช่วยตั้งราคาไม่ให้ขายแล้วขาดทุน

ราคาขายต้องครอบคลุมต้นทุนผันแปรของสินค้าหรือบริการ และเหลือส่วนหนึ่งเพื่อนำไปจ่ายต้นทุนคงที่

หากตั้งราคาโดยดูเพียงราคาซื้อสินค้า อาจลืมค่าธรรมเนียม ค่ากล่อง ค่าโฆษณา และภาระค่าใช้จ่ายประจำของร้าน

2. ช่วยประเมินโปรโมชั่น

โปรโมชั่นที่เพิ่มยอดขายอาจไม่เพิ่มกำไร หากส่วนลดสูงเกินกว่ากำไรที่เหลือหลังหักต้นทุนผันแปร

ก่อนออกโปรโมชั่น ควรคำนวณว่าแต่ละออเดอร์ยังเหลือเงินสำหรับรับผิดชอบต้นทุนคงที่และสร้างกำไรหรือไม่

3. ช่วยหาจุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุนบอกว่า ธุรกิจต้องขายกี่หน่วยจึงมีรายได้เพียงพอครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด โดยยังไม่มีกำไรและไม่ขาดทุน

4. ช่วยวางแผนเมื่อยอดขายลดลง

หากยอดขายลดลง ต้นทุนผันแปรมักลดตาม แต่ต้นทุนคงที่ยังคงอยู่ เจ้าของธุรกิจจึงต้องรู้ว่ามีค่าใช้จ่ายประจำขั้นต่ำเท่าไร และมีเงินสำรองเพียงพอกี่เดือน

5. ช่วยตัดสินใจก่อนขยายธุรกิจ

การเช่าคลังใหม่ ซื้อเครื่องจักร หรือเพิ่มพนักงานประจำ จะทำให้ต้นทุนคงที่สูงขึ้น ธุรกิจจึงต้องประเมินว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นเพียงพอรองรับภาระระยะยาวหรือไม่


กำไรส่วนเกินคืออะไร?

กำไรส่วนเกิน หรือ Contribution Margin คือ เงินที่เหลือจากราคาขายหลังหักต้นทุนผันแปร เงินส่วนนี้จะถูกนำไปจ่ายต้นทุนคงที่ก่อน และเมื่อจ่ายต้นทุนคงที่ครบแล้ว ส่วนที่เหลือจึงกลายเป็นกำไร

สูตรคือ

กำไรส่วนเกินต่อหน่วย = ราคาขายต่อหน่วย − ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย

ตัวอย่างร้านค้าออนไลน์

ราคาขายสินค้า 500 บาทต่อชิ้น

ต้นทุนผันแปรต่อชิ้นประกอบด้วย

  • ต้นทุนสินค้า 150 บาท
  • บรรจุภัณฑ์ 20 บาท
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและชำระเงิน 35 บาท
  • ค่าโฆษณาเฉลี่ยต่อออเดอร์ 35 บาท

ต้นทุนผันแปรรวมเท่ากับ 240 บาท

ดังนั้น

กำไรส่วนเกินต่อชิ้น = 500 − 240 = 260 บาท

ทุกครั้งที่ขายได้หนึ่งชิ้น ร้านจะมีเงิน 260 บาทสำหรับจ่ายค่าเช่า เงินเดือน ซอฟต์แวร์ และต้นทุนคงที่อื่น ก่อนกลายเป็นกำไร


วิธีคำนวณจุดคุ้มทุน

สูตรจำนวนสินค้าที่ต้องขายเพื่อให้คุ้มทุนคือ

จุดคุ้มทุนเป็นจำนวนหน่วย = ต้นทุนคงที่รวม ÷ กำไรส่วนเกินต่อหน่วย

สมมติร้านมีต้นทุนคงที่เดือนละ 78,000 บาท และมีกำไรส่วนเกินต่อชิ้น 260 บาท

จุดคุ้มทุน = 78,000 ÷ 260 = 300 ชิ้น

ร้านต้องขายอย่างน้อย 300 ชิ้นต่อเดือนจึงครอบคลุมต้นทุนทั้งหมด

หากต้องการกำไรเป้าหมาย 50,000 บาท

จำนวนที่ต้องขาย = (78,000 + 50,000) ÷ 260

เท่ากับประมาณ 493 ชิ้นต่อเดือน

หากร้านขายสินค้าหลายชนิดและแต่ละชนิดมีกำไรส่วนเกินไม่เท่ากัน ควรใช้สัดส่วนยอดขายจริงและคำนวณกำไรส่วนเกินเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก


ตัวอย่างต้นทุนในธุรกิจแต่ละประเภท

ร้านค้าออนไลน์

ต้นทุนคงที่

  • เงินเดือนแอดมิน
  • ค่าเช่าคลัง
  • ค่าซอฟต์แวร์รายเดือน
  • ค่าทำบัญชี

ต้นทุนผันแปร

  • ต้นทุนสินค้า
  • ค่ากล่องและวัสดุแพ็ก
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
  • ค่าคอมมิชชัน Affiliate

ธุรกิจบริการและฟรีแลนซ์

ต้นทุนคงที่

  • ค่าเช่าสำนักงาน
  • เงินเดือนทีมงานประจำ
  • ค่าซอฟต์แวร์
  • ค่าอินเทอร์เน็ต

ต้นทุนผันแปร

  • ค่าจ้างผู้รับเหมาช่วงตามโครงการ
  • ค่าเดินทางเฉพาะงาน
  • ค่ารูปหรือสื่อที่ซื้อสำหรับลูกค้า
  • ค่าธรรมเนียมรับชำระ

ร้านอาหารและเครื่องดื่ม

ต้นทุนคงที่

  • ค่าเช่าร้าน
  • เงินเดือนผู้จัดการ
  • ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์
  • ค่าระบบหน้าร้าน

ต้นทุนผันแปร

  • วัตถุดิบ
  • บรรจุภัณฑ์
  • ค่าคอมมิชชันแพลตฟอร์มเดลิเวอรี
  • ค่าแรงรายชิ้นหรือรายกะบางประเภท

เช็กลิสต์แยกต้นทุนสำหรับเจ้าของธุรกิจ

นำรายการค่าใช้จ่ายย้อนหลัง 3–6 เดือนมาตรวจตามคำถามต่อไปนี้

  • หากเดือนหน้าไม่มีการขายเลย รายการนี้ยังต้องจ่ายหรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มตามจำนวนออเดอร์ จำนวนชิ้น หรือชั่วโมงทำงานหรือไม่
  • มีส่วนขั้นต่ำที่ต้องจ่ายทุกเดือนหรือไม่
  • เมื่อยอดขายเกินระดับหนึ่ง ต้องเพิ่มพนักงานหรือพื้นที่หรือไม่
  • ค่าใช้จ่ายนี้ระบุไปยังสินค้า ลูกค้า หรือโครงการใดได้หรือไม่
  • จำนวนเงินต่อหน่วยเปลี่ยนตามส่วนลดหรือปริมาณซื้อหรือไม่
  • มีค่าใช้จ่ายที่ถูกหักจากยอดโอนโดยไม่ได้บันทึกแยกหรือไม่
  • ต้นทุนใดเกิดจากโปรโมชั่นหรือของแถม
  • ต้นทุนคงที่ต่อเดือนรวมเท่าไร
  • ต้นทุนผันแปรต่อสินค้าหรือบริการหนึ่งหน่วยเท่าไร
  • กำไรส่วนเกินต่อหน่วยเหลือเท่าไร
  • ต้องขายกี่หน่วยจึงคุ้มทุน
  • หากยอดขายลดลง 20% ธุรกิจยังรับผิดชอบต้นทุนคงที่ได้หรือไม่

ข้อควรระวังในการวิเคราะห์ต้นทุน

อย่าคิดว่าต้นทุนคงที่จะไม่เปลี่ยนเลย

ต้นทุนคงที่คงเดิมเฉพาะในช่วงเวลาและระดับกิจกรรมหนึ่ง เมื่อธุรกิจขยายพื้นที่ เพิ่มเครื่องจักร หรือจ้างพนักงานเพิ่ม ต้นทุนคงที่อาจเพิ่มขึ้นเป็นขั้น

อย่าใช้ยอดจ่ายซื้อสินค้าทั้งเดือนแทนต้นทุนขาย

สินค้าที่ยังขายไม่หมดเป็นสินค้าคงเหลือ ไม่ใช่ต้นทุนขายของเดือนทั้งหมด ต้นทุนสินค้าคงเหลืออาจประกอบด้วยราคาซื้อ ค่าขนส่ง และต้นทุนที่เกี่ยวข้องโดยตรงเพื่อให้สินค้าอยู่ในสถานที่และสภาพพร้อมขายตามหลักเกณฑ์บัญชี

อย่าจำแนกจากชื่อค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว

ค่าอินเทอร์เน็ตอาจเป็นต้นทุนคงที่ ต้นทุนผสม หรือต้นทุนที่ปันส่วนให้โครงการ ขึ้นอยู่กับสัญญาและวิธีใช้จริงของกิจการ

อย่าลืมค่าแรงของเจ้าของ

แม้เจ้าของยังไม่ได้จ่ายเงินเดือนให้ตนเอง ก็ควรประเมินมูลค่าแรงงานเพื่อดูว่าธุรกิจสร้างผลตอบแทนเพียงพอหรือเพียงอาศัยแรงงานฟรีของเจ้าของ

การแยกต้นทุนเพื่อบริหารไม่ใช่ข้อสรุปทางภาษี

การจัดรายการเป็นต้นทุนคงที่หรือต้นทุนผันแปรเป็นการวิเคราะห์เพื่อบริหารธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่ารายการนั้นจะหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ทั้งหมดหรือรับรู้ในงวดเดียวกันเสมอ

ในกิจการผลิต ค่าใช้จ่ายการผลิตทั้งส่วนคงที่และผันแปรบางรายการอาจต้องปันส่วนเข้าสู่ต้นทุนสินค้า ส่วนภาษีที่ขอคืนได้หรือขอคืนไม่ได้ก็อาจมีผลต่อมูลค่าต้นทุนแตกต่างกันตามสถานะภาษี เอกสาร และข้อเท็จจริงของกิจการ


คำถามที่พบบ่อย

1. เงินเดือนพนักงานเป็นต้นทุนคงที่หรือต้นทุนผันแปร?

เงินเดือนประจำมักเป็นต้นทุนคงที่ในช่วงหนึ่ง แต่ค่าแรงที่จ่ายตามจำนวนชิ้น ชั่วโมง หรือออเดอร์อาจเป็นต้นทุนผันแปร ส่วนการจ้างพนักงานเพิ่มเมื่อยอดงานเกินกำลังเดิมอาจมีลักษณะเป็นต้นทุนขั้น

2. ค่าโฆษณาเป็นต้นทุนคงที่หรือต้นทุนผันแปร?

ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ หากกำหนดงบคงที่เดือนละ 30,000 บาท อาจวิเคราะห์เป็นต้นทุนคงที่ระยะสั้น หากค่าโฆษณาเพิ่มตามยอดขาย จำนวนลูกค้า หรือจำนวนแคมเปญ อาจมีลักษณะผันแปรหรือเป็นต้นทุนผสม

3. ค่าขนส่งเป็นต้นทุนผันแปรเสมอหรือไม่?

ไม่เสมอ หากคิดตามจำนวนพัสดุมักเป็นต้นทุนผันแปร แต่ถ้าเช่ารถส่งสินค้าแบบเหมารายเดือนอาจเป็นต้นทุนคงที่ หรือเป็นต้นทุนผสมหากมีทั้งค่าเหมาขั้นต่ำและค่าบริการตามเที่ยว

4. ทำไมขายมากขึ้นแล้วกำไรต่อชิ้นจึงดีขึ้น?

เพราะต้นทุนคงที่ถูกเฉลี่ยไปยังสินค้าจำนวนมากขึ้น แต่ต้องตรวจด้วยว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วยไม่ได้เพิ่ม และธุรกิจไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคงที่ชุดใหม่เพื่อรองรับยอดขาย

5. กำไรขั้นต้นกับกำไรส่วนเกินเหมือนกันหรือไม่?

ไม่เหมือนกันทุกกรณี กำไรขั้นต้นมักคำนวณจากยอดขายหักต้นทุนขายตามรูปแบบบัญชี ส่วนกำไรส่วนเกินหักต้นทุนผันแปรทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับยอดขาย จึงเหมาะกับการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนและการตัดสินใจระยะสั้น

6. ธุรกิจบริการไม่มีสินค้า ต้องคำนวณต้นทุนผันแปรหรือไม่?

ควรคำนวณ เพราะธุรกิจบริการอาจมีค่าจ้างผู้รับเหมาช่วง ค่าเดินทาง ค่าโปรแกรมเฉพาะโครงการ ค่าวัสดุ และค่าใช้จ่ายที่เกิดตามจำนวนลูกค้าหรือชั่วโมงทำงาน

7. ต้องแยกต้นทุนบ่อยแค่ไหน?

ควรทบทวนอย่างน้อยทุกเดือน และตรวจใหม่เมื่อมีการเปลี่ยนราคา สัญญา ค่าแรง ค่าธรรมเนียม ช่องทางขาย หรือรูปแบบการดำเนินงาน


สรุป: ขายได้เท่าไรยังไม่สำคัญเท่ารู้ว่าแต่ละยอดขายเหลือเท่าไร

ต้นทุนคงที่คือต้นทุนรวมที่ยังคงอยู่ในช่วงกิจกรรมหนึ่ง เช่น ค่าเช่าและเงินเดือนประจำ ส่วนต้นทุนผันแปรเพิ่มหรือลดตามจำนวนสินค้า งาน หรือออเดอร์ เช่น ต้นทุนสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ และค่าคอมมิชชัน

เมื่อแยกต้นทุนได้ถูกต้อง เจ้าของธุรกิจจะรู้ว่า

  • แต่ละสินค้าหรือบริการเหลือกำไรส่วนเกินเท่าไร
  • ต้องขายกี่หน่วยจึงคุ้มทุน
  • โปรโมชั่นใดยังทำกำไร
  • ต้นทุนใดควรลดหรือต่อรอง
  • ธุรกิจพร้อมรับต้นทุนคงที่เพิ่มหรือยัง
  • ควรตั้งราคาขายเท่าไรจึงเติบโตได้อย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม การจำแนกต้นทุนอาจแตกต่างกันตามรูปแบบธุรกิจ สัญญา วิธีคิดค่าบริการ ปริมาณการผลิต เอกสาร สถานะ VAT และข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ ตัวเลขเพื่อการบริหารอาจแตกต่างจากวิธีรับรู้รายการทางบัญชีและภาษี จึงควรตรวจสอบร่วมกับผู้ทำบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้ตัดสินใจในรายการสำคัญ

ให้สกุลณาการบัญชีช่วยเปลี่ยนรายจ่ายให้เป็นข้อมูลสำหรับตัดสินใจ

หากธุรกิจของคุณมียอดขาย แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้นทุนต่อสินค้าเท่าไร ต้องขายแค่ไหนจึงคุ้มทุน หรือราคาที่ตั้งไว้มีกำไรเพียงพอหรือไม่

สกุลณาการบัญชี พร้อมช่วยจัดระบบต้นทุน วิเคราะห์กำไร วางแผนจุดคุ้มทุน และทำให้ตัวเลขทางบัญชีกลายเป็นข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจนำไปใช้ได้จริง ในฐานะ คู่คิดหลังบ้านของเจ้าของธุรกิจ

เพราะเราเชื่อว่า บัญชีไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีคนอธิบายให้เข้าใจ

🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: fb.com/sakunna.accounting

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top