สกุลณา การบัญชั รับทำบัญชี วางแผนภาษี

เอกสารรายจ่ายแบบไหน ใช้ประกอบบัญชีธุรกิจได้? แยกให้ออกก่อนส่งบัญชีและยื่นภาษี

“มีสลิปโอนเงิน ใช้ลงบัญชีได้ไหม”

“ซื้อของมาใช้ในบริษัท แต่ร้านค้าไม่ออกใบเสร็จ ต้องทำอย่างไร”

“มีใบเสร็จแล้ว หมายความว่าใช้ลดภาษีได้เลยหรือไม่”

คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจพบอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ร้านค้าออนไลน์ และบริษัทที่มีเจ้าของกิจการเป็นผู้ซื้อของหรือสำรองจ่ายด้วยตัวเอง

หลายคนเข้าใจว่าเพียงมีเอกสารสักหนึ่งฉบับก็เพียงพอ แต่ในความเป็นจริงต้องพิจารณามากกว่านั้น เพราะเอกสารฉบับเดียวกันอาจใช้ประกอบการบันทึกบัญชีได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการใช้เป็นรายจ่ายทางภาษี หรือไม่สามารถนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายได้

การจัดเอกสารรายจ่ายที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการเก็บกระดาษทุกใบไว้ในแฟ้ม แต่ต้องทำให้เห็นเส้นทางของรายการอย่างชัดเจนว่า บริษัทซื้ออะไร รับบริการอะไร จ่ายให้ใคร จำนวนเท่าไร และรายการนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร

บทความนี้จะช่วยแยกให้เข้าใจว่าเอกสารรายจ่ายแต่ละประเภททำหน้าที่อะไร เอกสารแบบไหนควรมี และควรจัดหลักฐานอย่างไรเมื่อต้องจ่ายเงินให้ผู้รับที่ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินได้


เอกสารใช้ลงบัญชี ใช้หักภาษี และใช้ภาษีซื้อ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ก่อนพิจารณาว่าเอกสารฉบับใด “ใช้ได้” เจ้าของธุรกิจควรแยกคำถามออกเป็น 3 เรื่อง

1. ใช้ประกอบการบันทึกบัญชีได้หรือไม่

นักบัญชีต้องพิจารณาว่ารายการเกิดขึ้นจริงหรือไม่ บริษัทได้รับสินค้าหรือบริการอะไร มูลค่าเท่าไร เกิดขึ้นเมื่อใด และควรบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย ทรัพย์สิน สินค้าคงเหลือ หรือรายการประเภทอื่น

พระราชบัญญัติการบัญชีกำหนดให้ผู้ทำบัญชีจัดทำบัญชีตามความเป็นจริงและมีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่ถูกต้องครบถ้วน เอกสารจึงต้องมีข้อมูลเพียงพอให้ตรวจสอบได้ว่าเกิดรายการอะไรขึ้นจริง

2. ใช้เป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้หรือไม่

ค่าใช้จ่ายบางรายการบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในบัญชีได้ แต่กฎหมายภาษีไม่อนุญาตให้นำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ เช่น รายจ่ายส่วนตัว รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หรือรายจ่ายที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน รายการเหล่านี้เรียกว่า “รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี”

3. ใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อได้หรือไม่

สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การจะนำ VAT ที่ถูกเรียกเก็บมาหักออกจากภาษีขาย โดยทั่วไปต้องมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องและรายการสำคัญครบถ้วน หากไม่มีใบกำกับภาษี หรือใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์ในสาระสำคัญ ภาษีซื้อนั้นอาจนำมาหักไม่ได้

ดังนั้น คำว่า “ใช้ลงบัญชีได้” ไม่ได้แปลว่า “ลดภาษีได้ทั้งหมด” และไม่ได้แปลว่า “ใช้ VAT ได้” โดยอัตโนมัติ


หลักสำคัญของรายจ่ายที่มีเอกสารรองรับ

ก่อนดูชื่อเอกสาร ให้ตรวจสอบเนื้อหาของรายการตามหลักสำคัญต่อไปนี้

รายการต้องเกิดขึ้นจริง

บริษัทต้องได้รับสินค้าหรือบริการจริง ไม่ใช่รายการที่จัดทำขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายหรือไม่มีประโยชน์ตอบแทน เพราะรายจ่ายที่กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีรายการจริงเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี

รายจ่ายต้องเกี่ยวข้องกับกิจการ

ค่าใช้จ่ายควรมีเหตุผลเชื่อมโยงกับการสร้างรายได้ การขายสินค้า การให้บริการ การบริหาร หรือการดำเนินงานของบริษัท รายจ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการหากำไรหรือวัตถุประสงค์ของกิจการอาจไม่สามารถใช้เป็นรายจ่ายทางภาษีได้

ตัวอย่างเช่น

  • ค่าบรรจุภัณฑ์ของร้านค้าออนไลน์ เกี่ยวข้องกับการขายสินค้า
  • ค่าโปรแกรมบัญชี เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการ
  • ค่าเดินทางไปพบลูกค้า อาจเกี่ยวข้องกับการหารายได้
  • ค่าอาหารส่วนตัวของครอบครัวเจ้าของบริษัท โดยไม่มีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่รายจ่ายของบริษัท

ต้องระบุได้ว่าใครเป็นผู้รับเงิน

เอกสารควรมีข้อมูลผู้ขายหรือผู้รับเงิน เช่น ชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือเลขประจำตัวประชาชนตามความเหมาะสม วันที่จ่าย รายการ และจำนวนเงิน

กรมสรรพากรอธิบายว่า หากบริษัทมีหลักฐานระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน วันที่ จำนวนเงิน รายการที่จ่าย และลายมือชื่อผู้รับเงิน จนพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นผู้รับ รายจ่ายนั้นจะไม่ติดข้อห้ามเพียงเพราะผู้รับไม่ได้ออกใบเสร็จตามปกติ อย่างไรก็ตาม ยังต้องผ่านเงื่อนไขด้านอื่นด้วย

เอกสารต้องเชื่อมโยงกันได้

เอกสารที่ดีควรทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่

  1. ใครขอซื้อหรือขอใช้บริการ
  2. ใครอนุมัติ
  3. บริษัทได้รับอะไร
  4. ผู้ขายเรียกเก็บเงินเท่าไร
  5. บริษัทจ่ายเงินให้ใคร
  6. ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
  7. รายการถูกบันทึกเข้าบัญชีอย่างไร

ไม่จำเป็นต้องมีเอกสารทุกชนิดในทุกรายการ แต่เอกสารที่มีต้องเพียงพอกับมูลค่า ความเสี่ยง และลักษณะของรายการนั้น


เอกสารรายจ่ายประเภทใดใช้ประกอบบัญชีธุรกิจได้

กรมสรรพากรแบ่งเอกสารประกอบการลงบัญชีเป็นเอกสารที่จัดทำโดยบุคคลภายนอก เอกสารที่กิจการออกให้บุคคลภายนอก และเอกสารที่กิจการจัดทำขึ้นเพื่อใช้ภายใน โดยทั่วไปเอกสารเหล่านี้สามารถประกอบรายจ่ายทางภาษีได้ หากรายการเป็นจริง เกี่ยวข้องกับกิจการ และไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม

1. ใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

สำหรับผู้ขายหรือผู้ให้บริการที่จดทะเบียน VAT เอกสารที่กิจการควรขอคือ “ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี” หรือใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป พร้อมหลักฐานการชำระเงิน

ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปควรมีข้อมูลสำคัญ เช่น

  • คำว่า “ใบกำกับภาษี”
  • ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขาย
  • ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อ
  • เลขที่เอกสาร
  • วันที่ออกเอกสาร
  • รายละเอียดสินค้า หรือบริการ
  • มูลค่าก่อน VAT
  • จำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มแยกจากมูลค่าสินค้าหรือบริการ

รายการสำคัญต้องครบตามหลักเกณฑ์ จึงจะใช้เป็นหลักฐานภาษีซื้อได้อย่างเหมาะสม

ก่อนซื้อ ควรแจ้งผู้ขายให้ใช้ข้อมูลของบริษัทอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง

2. ใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายที่ไม่ได้จด VAT

ผู้ขายที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT จะไม่สามารถออกใบกำกับภาษีได้ แต่สามารถออกใบเสร็จรับเงินหรือใบรับเงินเพื่อเป็นหลักฐานการขายและการรับชำระเงิน

ใบเสร็จควรระบุอย่างน้อยว่า

  • ใครเป็นผู้ขายหรือผู้ให้บริการ
  • ใครเป็นผู้ซื้อ
  • วันที่ออกเอกสาร
  • ขายสินค้าหรือให้บริการอะไร
  • จำนวนเงินเท่าไร
  • ผู้รับเงินลงชื่อหรือมีวิธีรับรองเอกสารอย่างไร

เอกสารดังกล่าวอาจใช้ประกอบการบันทึกบัญชีและพิจารณาเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หากรายการเกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ แต่จะไม่มีภาษีซื้อให้บริษัทนำไปหัก เพราะผู้ขายไม่ได้เรียกเก็บ VAT ตามระบบ

3. ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล

ใบแจ้งหนี้แสดงว่าผู้ขายเรียกเก็บเงินจากบริษัท ส่วนใบวางบิลใช้รวบรวมรายการเพื่อขอรับชำระเงิน เอกสารเหล่านี้ช่วยยืนยันจำนวนหนี้และรายละเอียดที่ต้องชำระ

ในระบบบัญชีเกณฑ์คงค้าง บริษัทอาจบันทึกค่าใช้จ่ายหรือเจ้าหนี้ก่อนจ่ายเงินจริงได้ หากได้รับสินค้าหรือบริการแล้วและมีหลักฐานเพียงพอ แต่ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิลเพียงอย่างเดียวยังไม่ใช่หลักฐานว่าผู้ขายได้รับเงินแล้ว

เมื่อชำระเงินจึงควรมีหลักฐานเพิ่มเติม เช่น

  • ใบเสร็จรับเงิน
  • สลิปโอนเงิน
  • สำเนาเช็ค
  • รายการเดินบัญชี
  • ใบสำคัญจ่าย
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หากมีหน้าที่หัก

4. ใบส่งของ ใบรับสินค้า และใบตรวจรับงาน

เอกสารกลุ่มนี้ใช้พิสูจน์ว่าบริษัทได้รับสินค้าหรือบริการจริง เช่น

  • ใบส่งสินค้า
  • ใบรับสินค้า
  • ใบตรวจรับงาน
  • รายงานส่งมอบงาน
  • รายงานความคืบหน้า
  • ภาพถ่ายก่อนและหลังทำงาน
  • อีเมลยืนยันการส่งมอบ
  • หลักฐานอนุมัติงานในระบบออนไลน์

สำหรับงานบริการ เช่น ออกแบบเว็บไซต์ ทำโฆษณา ซ่อมเครื่องจักร หรือพัฒนาระบบ ใบตรวจรับงานและหลักฐานส่งมอบมีความสำคัญ เพราะใบแจ้งหนี้แสดงเพียงการเรียกเก็บเงิน แต่ไม่ได้ยืนยันว่าบริษัทได้รับผลงานตามข้อตกลงแล้ว

5. สัญญา ใบเสนอราคา และใบสั่งซื้อ

เอกสารเหล่านี้ช่วยอธิบายที่มาของรายการและเงื่อนไขทางธุรกิจ เช่น

  • ซื้อหรือจ้างอะไร
  • ราคาตกลงกันเท่าไร
  • ส่งมอบเมื่อใด
  • ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย
  • ชำระเป็นงวดหรือครั้งเดียว
  • มีค่าบริการหรือค่าติดตั้งแยกต่างหากหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ใบเสนอราคาเพียงฉบับเดียวไม่ใช่หลักฐานว่าบริษัทได้รับสินค้าหรือจ่ายเงินแล้ว จึงควรเก็บร่วมกับใบแจ้งหนี้ ใบส่งมอบ และหลักฐานการชำระเงิน

6. หลักฐานการชำระเงิน

หลักฐานการจ่ายเงิน ได้แก่

  • สลิปโอนเงิน
  • รายการเดินบัญชีธนาคาร
  • สำเนาเช็ค
  • หลักฐานตัดบัตรเครดิต
  • รายการชำระผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
  • หลักฐานชำระเงินจากแพลตฟอร์ม

กรมสรรพากรแนะนำว่า ในกรณีเอกสารรับเงินไม่สมบูรณ์ กิจการควรจัดทำใบสำคัญจ่ายและแนบหลักฐาน เช่น สำเนาเช็คที่ระบุผู้รับ หรือหลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคาร เพื่อช่วยพิสูจน์เส้นทางการชำระเงิน

แต่สลิปโอนเงินเพียงอย่างเดียวมักยังไม่เพียงพอ เพราะอาจไม่แสดงว่าเงินที่โอนไปเป็นค่าอะไร บริษัทได้รับสินค้าหรือบริการจริงหรือไม่ และเหตุใดรายจ่ายนั้นจึงเกี่ยวข้องกับกิจการ

7. เอกสารอิเล็กทรอนิกส์

เอกสารรายจ่ายในปัจจุบันอาจอยู่ในรูปแบบดิจิทัล เช่น

  • e-Tax Invoice
  • e-Receipt
  • ใบแจ้งหนี้ PDF
  • ใบเสร็จจากแอปพลิเคชัน
  • อีเมลยืนยันคำสั่งซื้อ
  • รายงานค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์ม
  • รายงานการชำระเงินออนไลน์

ควรเก็บไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับจากผู้ขาย ไม่ควรเก็บเพียงภาพหน้าจอเมื่อสามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ และควรตั้งชื่อไฟล์ให้เชื่อมโยงกับผู้ขาย วันที่ และรายการบัญชีได้ง่าย


ไม่มีใบเสร็จรับเงิน ต้องจัดเอกสารอย่างไร

การไม่มีใบเสร็จไม่ได้หมายความว่าต้องทิ้งรายจ่ายนั้นทันที แต่กิจการต้องจัดหลักฐานทดแทนให้เพียงพอ และต้องยอมรับว่าความเสี่ยงจะสูงกว่าเอกสารที่ออกโดยผู้ขายตามปกติ

กรมสรรพากรแนะนำเอกสารที่ใช้ได้ตามสถานการณ์ ได้แก่ ใบรับเงิน ใบสำคัญรับเงิน และใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน

ใบสำคัญรับเงิน

ใช้ในกรณีที่ผู้รับเงินไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินตามระบบได้ แต่ยินยอมลงลายมือชื่อรับเงิน

ควรมีข้อมูลอย่างน้อย ได้แก่

  • ชื่อและข้อมูลของผู้รับเงิน
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีหรือเลขประจำตัวประชาชนตามความเหมาะสม
  • วันที่รับเงิน
  • รายละเอียดสินค้าหรือบริการ
  • จำนวนเงิน
  • ชื่อผู้จ่ายเงิน
  • ลายมือชื่อผู้รับเงิน
  • หลักฐานการชำระเงิน

กรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ใบสำคัญจ่ายที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน วันที่ จำนวนเงิน รายการ และมีลายมือชื่อผู้รับเงิน สามารถใช้เป็นเอกสารประกอบรายจ่ายได้ เมื่อพิสูจน์ผู้รับเงินและข้อเท็จจริงของรายการได้

ใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน

ใช้ในกรณีที่กิจการหรือพนักงานจ่ายค่าสินค้าหรือบริการเบ็ดเตล็ด แต่ไม่สามารถขอใบเสร็จหรือให้ผู้รับลงชื่อในใบสำคัญรับเงินได้ โดยให้ผู้ที่จ่ายเงินจริงรับรองรายการนั้น

ควรระบุว่า

  • จ่ายวันที่ใด
  • จ่ายให้ใคร
  • จ่ายค่าอะไร
  • เหตุใดจึงไม่มีใบเสร็จ
  • จำนวนเงินเท่าไร
  • รายการเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างไร
  • ผู้จ่ายและผู้อนุมัติเป็นใคร

เอกสารนี้ควรใช้เป็นกรณียกเว้น ไม่ควรใช้เป็นวิธีประจำสำหรับผู้ขายรายเดิม เพราะหากบริษัทซื้อจากร้านเดิมทุกเดือน แต่ไม่มีหลักฐานจากผู้รับเงินเลย ความน่าเชื่อถือของรายการจะลดลง

ใบสำคัญจ่าย

ใบสำคัญจ่ายเป็นเอกสารภายใน ใช้รวบรวมและอนุมัติการจ่ายเงิน โดยควรแนบเอกสารประกอบทั้งหมด เช่น

  • ใบเสนอราคา
  • ใบแจ้งหนี้
  • ใบส่งของหรือใบตรวจรับ
  • ใบเสร็จหรือใบสำคัญรับเงิน
  • สลิปโอนเงิน
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
  • เอกสารอนุมัติรายการ

ใบสำคัญจ่ายที่บริษัทจัดทำเองไม่ได้ทำให้รายจ่ายถูกต้องโดยอัตโนมัติ หากไม่มีหลักฐานว่ารายการเกิดขึ้นจริงหรือไม่สามารถพิสูจน์ผู้รับเงินได้


กรณีรายจ่ายที่พบบ่อยในธุรกิจ

พนักงานหรือกรรมการสำรองจ่าย

กรณีบุคคลในบริษัทจ่ายเงินส่วนตัวไปก่อน ควรจัดทำเอกสารเบิกคืน โดยมี

  • ใบขอเบิกค่าใช้จ่าย
  • ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี
  • รายละเอียดวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ
  • หลักฐานที่พนักงานหรือกรรมการจ่ายเงินจริง
  • หลักฐานที่บริษัทคืนเงินให้ผู้สำรองจ่าย
  • ผู้อนุมัติรายการ

ทางที่ดี ใบกำกับภาษีควรออกเป็นชื่อบริษัท แม้ผู้ชำระเงินในขณะนั้นจะเป็นกรรมการหรือพนักงานก็ตาม

หากเอกสารออกเป็นชื่อบุคคล บริษัทอาจต้องใช้หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นรายจ่ายของกิจการจริง แต่ไม่ควรสรุปว่าภาษีซื้อในเอกสารนั้นใช้ได้โดยอัตโนมัติ ควรขอให้ผู้ขายแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องก่อน

ซื้อสินค้าหรืออุปกรณ์จากร้านค้าออนไลน์

ควรเก็บเอกสารเป็นชุด ได้แก่

  • รายละเอียดคำสั่งซื้อ
  • ชื่อร้านค้าหรือผู้ขาย
  • รายละเอียดสินค้า
  • วันที่สั่งซื้อ
  • ยอดสินค้า ค่าขนส่ง และส่วนลด
  • ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีจากผู้ขาย
  • หลักฐานชำระเงิน
  • หลักฐานการจัดส่งและรับสินค้า
  • ภาพสินค้าหรือเอกสารรับเข้า หากเป็นรายการสำคัญ

ใบยืนยันคำสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มช่วยอธิบายรายการได้ แต่หากต้องการใช้ภาษีซื้อ บริษัทควรขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปจากผู้ขายที่เป็นผู้ประกอบการจด VAT ไม่ใช่ใช้เพียงใบกำกับภาษีอย่างย่อหรือหน้าสรุปคำสั่งซื้อ เพราะภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่สามารถนำไปหักออกจากภาษีขายได้

จ่ายค่าจ้างฟรีแลนซ์หรือบุคคลธรรมดา

ควรมีเอกสาร เช่น

  • ข้อตกลงหรือสัญญาจ้าง
  • รายละเอียดขอบเขตงาน
  • ใบส่งมอบงาน
  • ใบสำคัญรับเงินหรือใบรับเงิน
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • สำเนาข้อมูลระบุตัวผู้รับเท่าที่จำเป็น
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย หากรายการอยู่ในบังคับต้องหัก
  • หลักฐานยื่นภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ตัวอย่างเช่น บริษัทจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบโลโก้ ไม่ควรมีเพียงสลิปโอนเงิน แต่ควรมีขอบเขตงาน ไฟล์งานที่ส่งมอบ ใบสำคัญรับเงิน และเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง

ค่าเช่าและค่าสาธารณูปโภคที่ไม่ใช่ชื่อบริษัท

กรณีเช่าสถานที่และใบแจ้งค่าไฟฟ้าหรือค่าน้ำประปายังเป็นชื่อเจ้าของอาคาร ควรมีสัญญาเช่าที่ระบุว่าผู้เช่ามีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายเหล่านี้ พร้อมหลักฐานการชำระเงินและการใช้สถานที่ของบริษัท

กรมสรรพากรแนะนำว่า ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อเพิ่มข้อมูลว่าบริษัทเป็นผู้ชำระค่าบริการ และเก็บสัญญาเช่ากับหลักฐานการจ่ายไว้ประกอบ

รายจ่ายที่ใช้ร่วมกันระหว่างธุรกิจกับส่วนตัว

ตัวอย่างเช่น

  • บ้านพักใช้เป็นสำนักงานบางส่วน
  • รถยนต์ใช้ทั้งพบลูกค้าและใช้ส่วนตัว
  • โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตใช้ร่วมกัน
  • สมาชิกในครอบครัวใช้บัตรบริษัทซื้อสินค้า

บริษัทควรกำหนดวิธีแบ่งสัดส่วนที่อธิบายได้ เช่น พื้นที่ใช้งาน ระยะทาง บันทึกการเดินทาง จำนวนผู้ใช้งาน หรือรายละเอียดการโทร และบันทึกเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับกิจการ

ไม่ควรนำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาลงเป็นของบริษัทโดยไม่มีหลักฐานแบ่งสัดส่วน เพราะรายจ่ายส่วนตัวเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี

ค่าบริการจากต่างประเทศ

ควรเก็บอย่างน้อย ได้แก่

  • Invoice จากผู้ให้บริการ
  • หลักฐานการสมัครหรือสัญญา
  • รายละเอียดบริการและช่วงเวลาที่ใช้
  • หลักฐานตัดบัตรหรือโอนเงิน
  • อีเมลหรือรายงานการใช้งาน
  • หลักฐานว่าบริการนั้นใช้ในธุรกิจ

รายการจากต่างประเทศอาจมีหน้าที่เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับประเภทบริการ ประเทศของผู้รับเงิน และการนำบริการมาใช้ในประเทศไทย จึงควรพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละธุรกิจ


สิ่งที่เจ้าของธุรกิจมักเข้าใจผิด

“มีสลิปโอนเงินก็ใช้เป็นค่าใช้จ่ายได้แล้ว”

สลิปยืนยันว่ามีเงินออกจากบัญชี แต่ไม่ยืนยันครบว่าเงินนั้นจ่ายค่าอะไร บริษัทได้รับอะไร และผู้รับเงินเป็นผู้ประกอบการจริงหรือไม่ จึงควรแนบเอกสารอื่นประกอบ

“ใบแจ้งหนี้คือใบเสร็จรับเงิน”

ใบแจ้งหนี้แสดงยอดที่ต้องชำระ ส่วนใบเสร็จแสดงว่าผู้ขายได้รับชำระเงินแล้ว เอกสารทั้งสองทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน

“ไม่มีใบกำกับภาษี แปลว่าลงบัญชีไม่ได้”

ไม่เสมอไป หากผู้ขายไม่ได้จด VAT บริษัทอาจใช้ใบเสร็จหรือเอกสารรับเงินประเภทอื่นประกอบบัญชีได้ เพียงแต่ไม่มีภาษีซื้อให้นำไปหัก

“ทำใบรับรองแทนใบเสร็จเองก็จบ”

ใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงินเป็นเพียงหนึ่งในหลักฐาน ควรมีหลักฐานอื่น เช่น รายละเอียดผู้ขาย ภาพสินค้า หลักฐานการโอน การอนุมัติ และเหตุผลที่ขอใบเสร็จไม่ได้

“ใบเสร็จทุกใบเป็นรายจ่ายบริษัทได้”

แม้มีใบเสร็จ แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ หรือพิสูจน์เหตุผลทางธุรกิจไม่ได้ ก็อาจไม่ใช่รายจ่ายทางภาษีของบริษัท

“มี VAT ในเอกสารจึงนำมาเป็นภาษีซื้อได้เสมอ”

ต้องตรวจว่าเอกสารเป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปหรือไม่ ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ และรายการนั้นเป็นภาษีซื้อที่กฎหมายอนุญาตให้นำมาหักหรือไม่


ตัวอย่างการจัดเอกสารรายจ่ายแบบเข้าใจง่าย

ตัวอย่างที่ 1 ร้านค้าออนไลน์ซื้อกล่องจากร้านค้ารายย่อย

ร้านค้าออนไลน์ซื้อกล่องบรรจุสินค้าจากร้านที่ไม่ได้จด VAT จำนวน 3,000 บาท

เอกสารที่ควรมี ได้แก่

  • ใบเสร็จรับเงินจากร้านค้า
  • รายละเอียดชนิดและจำนวนกล่อง
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • ใบรับสินค้า
  • ใบสำคัญจ่ายของกิจการ

รายการนี้อาจใช้ประกอบต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายได้ หากใช้สำหรับแพ็กสินค้าของร้านจริง แต่ไม่มีภาษีซื้อให้ใช้ เนื่องจากผู้ขายไม่ได้จด VAT

ตัวอย่างที่ 2 เจ้าของบริษัทออกค่าโรงแรมไปก่อน

กรรมการเดินทางไปพบลูกค้าและชำระค่าโรงแรมด้วยบัตรส่วนตัว

เอกสารที่ควรมี ได้แก่

  • ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีชื่อบริษัท
  • หลักฐานการจอง
  • วัตถุประสงค์การเดินทาง
  • รายชื่อลูกค้าหรืองานที่เกี่ยวข้อง
  • หลักฐานตัดบัตรของกรรมการ
  • ใบเบิกค่าใช้จ่าย
  • หลักฐานบริษัทคืนเงินให้กรรมการ

หากเอกสารโรงแรมออกเป็นชื่อบุคคล ควรขอแก้ไขเป็นชื่อบริษัทก่อนออกจากที่พักหรือรีบติดต่อภายหลัง

ตัวอย่างที่ 3 จ้างช่างซ่อมร้านแต่ช่างไม่มีใบเสร็จ

บริษัทจ้างช่างอิสระซ่อมระบบไฟฟ้า ช่างไม่สามารถออกใบเสร็จได้ แต่ยินยอมลงชื่อรับเงิน

ควรมี

  • ใบเสนอราคาหรือรายละเอียดงาน
  • ภาพก่อนและหลังซ่อม
  • ใบตรวจรับงาน
  • ใบสำคัญรับเงินที่ช่างลงชื่อ
  • ข้อมูลผู้รับเงิน
  • หลักฐานการโอนเงิน
  • เอกสารหัก ณ ที่จ่ายตามหน้าที่ของบริษัท

ตัวอย่างที่ 4 ซื้ออุปกรณ์เล็กน้อยด้วยเงินสดแต่ไม่ได้รับใบเสร็จ

พนักงานซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดจากร้านเล็ก ๆ และไม่สามารถขอใบเสร็จได้

ควรจัดทำใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงิน ระบุชื่อร้าน วันที่ รายการ จำนวนเงิน เหตุผลที่ไม่มีใบเสร็จ พร้อมภาพสินค้าและการอนุมัติจากผู้รับผิดชอบ

แต่หากซื้อร้านเดิมเป็นประจำ ควรเปลี่ยนไปซื้อจากผู้ขายที่ออกเอกสารได้ หรือขอให้ร้านลงชื่อในใบสำคัญรับเงิน เพื่อให้หลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น


ข้อควรระวังเกี่ยวกับเอกสารรายจ่าย

  • อย่ารวมรายจ่ายส่วนตัวกับรายจ่ายบริษัท
  • อย่าแก้ไขจำนวนเงินหรือรายละเอียดบนใบเสร็จเอง
  • อย่าจัดทำเอกสารย้อนหลังโดยไม่มีรายการจริง
  • ตรวจชื่อและข้อมูลบริษัทก่อนให้ผู้ขายออกใบกำกับภาษี
  • ระบุวัตถุประสงค์ของรายจ่ายที่ไม่เห็นความเกี่ยวข้องกับธุรกิจอย่างชัดเจน
  • จัดทำเอกสารหัก ณ ที่จ่ายให้ครบเมื่อรายการอยู่ในบังคับ
  • ใบเสร็จกระดาษความร้อนควรสแกนเก็บก่อนข้อความเลือน
  • อย่าเก็บเพียงภาพหน้าจอ หากสามารถดาวน์โหลดไฟล์ต้นฉบับได้
  • ไม่ควรจ่ายเงินสดจำนวนสูงโดยไม่มีผู้รับเงินลงชื่อ
  • ตรวจว่าผู้รับเงินประกอบกิจการจริง ไม่ใช่บุคคลที่ถูกนำชื่อมาใช้แทน
  • เอกสารภายในควรมีผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ และผู้อนุมัติแยกกันตามความเหมาะสม

แนวทางวางระบบเอกสารรายจ่ายที่แนะนำ

สกุลณา การบัญชี แนะนำให้จัดเอกสารหนึ่งชุดต่อหนึ่งรายการจ่าย โดยเรียงลำดับดังนี้

  1. ใบขอซื้อหรือขออนุมัติค่าใช้จ่าย
  2. ใบเสนอราคาหรือสัญญา
  3. ใบสั่งซื้อ
  4. ใบส่งของหรือใบตรวจรับงาน
  5. ใบแจ้งหนี้
  6. ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จ
  7. ใบสำคัญรับเงินหรือใบรับรองแทน หากจำเป็น
  8. หลักฐานหัก ณ ที่จ่าย
  9. หลักฐานชำระเงิน
  10. ใบสำคัญจ่ายและการอนุมัติ

ควรใส่เลขอ้างอิงเดียวกันในเอกสารทุกฉบับ เช่น

PV-2569-0075

และตั้งชื่อไฟล์ดิจิทัลให้ค้นหาได้ง่าย เช่น

2569-07-15_ABC-Supplier_Office-Supplies_3500

วิธีนี้ช่วยให้นักบัญชีตรวจสอบได้เร็ว ลดการถามข้อมูลย้อนหลัง และช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่ารายจ่ายแต่ละรายการมีเอกสารครบหรือยัง


เช็กลิสต์ก่อนส่งเอกสารรายจ่ายให้นักบัญชี

  • รายการเกิดขึ้นจริง
  • รายจ่ายเกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • ระบุชื่อผู้ขายหรือผู้รับเงินได้
  • มีรายละเอียดสินค้าหรือบริการ
  • วันที่และจำนวนเงินถูกต้อง
  • มีใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี
  • ข้อมูลชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัทถูกต้อง
  • มีใบส่งของหรือหลักฐานรับบริการ
  • มีสัญญาหรือใบเสนอราคา หากเป็นรายการสำคัญ
  • มีสลิปหรือหลักฐานการชำระเงิน
  • มีใบเบิกคืน หากพนักงานหรือกรรมการสำรองจ่าย
  • จัดทำใบสำคัญรับเงินเมื่อผู้รับออกใบเสร็จไม่ได้
  • ตรวจหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว
  • แยกรายจ่ายส่วนตัวออกจากรายจ่ายบริษัท
  • สแกนและสำรองเอกสารเรียบร้อย

เอกสารรายจ่ายต้องเก็บไว้นานเท่าไร

ตามพระราชบัญญัติการบัญชี ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี และในบางกรณีอาจถูกกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปี แต่ไม่เกิน 7 ปี หากเอกสารสูญหายหรือเสียหาย ต้องแจ้งตามหลักเกณฑ์ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบหรือควรทราบ

ในทางปฏิบัติ เอกสารบางรายการควรเก็บนานกว่าระยะเวลาขั้นต่ำ เช่น

  • สัญญาเช่าระยะยาว
  • เอกสารซื้อทรัพย์สิน
  • สัญญากู้ยืม
  • เอกสารคดีหรือข้อพิพาท
  • เอกสารที่ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
  • เอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาระผูกพันในอนาคต

คำแนะนำจากมุมมองของสำนักงานบัญชี

ปัญหาเอกสารรายจ่ายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดในวันที่ส่งเอกสารให้นักบัญชี แต่เกิดตั้งแต่ก่อนจ่ายเงิน เช่น

  • เลือกซื้อจากผู้ขายที่ออกเอกสารไม่ได้
  • ไม่แจ้งข้อมูลบริษัทก่อนออกใบกำกับภาษี
  • จ่ายจากบัญชีส่วนตัวโดยไม่มีระบบเบิกคืน
  • ไม่มีผู้อนุมัติรายการ
  • ไม่ตรวจว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
  • ได้รับงานแล้วแต่ไม่มีเอกสารตรวจรับ
  • รอจนสิ้นเดือนแล้วจึงตามใบเสร็จย้อนหลัง

วิธีที่ดีกว่าคือกำหนดกติกาก่อนซื้อและก่อนจ่ายว่า ผู้ขายต้องออกเอกสารอะไร ข้อมูลบริษัทที่ถูกต้องคือชุดใด ใครมีอำนาจอนุมัติ และต้องส่งเอกสารเข้าระบบภายในกี่วัน

สำหรับรายจ่ายที่มีมูลค่าสูง รายการที่จ่ายให้บุคคลที่เกี่ยวข้อง หรือรายการที่มีเงื่อนไขภาษีซับซ้อน ควรให้นักบัญชีตรวจสอบก่อนชำระเงิน ไม่ใช่รอแก้ไขหลังรายการเสร็จสิ้นแล้ว


สรุปท้ายบทความ

เอกสารรายจ่ายที่ใช้ประกอบบัญชีธุรกิจได้ไม่จำเป็นต้องเป็นใบกำกับภาษีทุกกรณี เพราะต้องพิจารณาว่าผู้ขายจด VAT หรือไม่ และรายการนั้นมีเอกสารประเภทใดตามลักษณะการซื้อขาย

สิ่งสำคัญคือเอกสารทั้งหมดต้องช่วยพิสูจน์ว่า

  • รายการเกิดขึ้นจริง
  • บริษัทได้รับสินค้าหรือบริการจริง
  • รายจ่ายเกี่ยวข้องกับกิจการ
  • ระบุผู้ขายหรือผู้รับเงินได้
  • จำนวนเงินและวันที่ถูกต้อง
  • มีหลักฐานการรับมอบและการชำระเงิน
  • ปฏิบัติหน้าที่ภาษีที่เกี่ยวข้องแล้ว
  • สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

หากไม่มีใบเสร็จ ควรจัดทำใบสำคัญรับเงินหรือใบรับรองแทน พร้อมหลักฐานอื่นประกอบ ไม่ควรมีเพียงเอกสารที่บริษัทเขียนขึ้นเองโดยไม่มีข้อมูลผู้รับเงินหรือหลักฐานว่ารายการเกิดขึ้นจริง

การวางระบบเอกสารตั้งแต่ก่อนซื้อจะช่วยให้ธุรกิจบันทึกบัญชีได้ถูกต้อง มองเห็นต้นทุนจริง ลดความเสี่ยงด้านภาษี และไม่ต้องเสียเวลาตามเอกสารย้อนหลังในช่วงปิดบัญชี


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเอกสารรายจ่าย

1. มีเพียงสลิปโอนเงิน ใช้ลงบัญชีได้ไหม

สลิปใช้ยืนยันการจ่ายเงินได้ แต่โดยทั่วไปควรมีเอกสารอื่นประกอบ เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ สัญญา รายละเอียดสินค้า หรือหลักฐานรับมอบ เพื่ออธิบายว่าเงินที่โอนเป็นค่าอะไร

2. ใบแจ้งหนี้ใช้แทนใบเสร็จรับเงินได้หรือไม่

ไม่ใช่เอกสารชนิดเดียวกัน ใบแจ้งหนี้แสดงยอดที่ต้องชำระ ส่วนใบเสร็จแสดงว่าผู้ขายได้รับเงินแล้ว จึงควรเก็บทั้งสองประเภทตามขั้นตอนของรายการ

3. ไม่มีใบกำกับภาษี สามารถบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม

อาจทำได้ หากมีหลักฐานอื่นเพียงพอและรายจ่ายเกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่บริษัทจะไม่สามารถใช้ภาษีซื้อได้หากไม่มีใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง

4. ใบเสร็จออกเป็นชื่อกรรมการ ใช้เป็นรายจ่ายบริษัทได้หรือไม่

ต้องมีหลักฐานว่ากรรมการจ่ายแทนบริษัทและรายการเกี่ยวข้องกับกิจการจริง แต่ควรขอให้ผู้ขายออกหรือแก้เอกสารเป็นชื่อบริษัท โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการใช้สิทธิภาษีซื้อ

5. ใบสำคัญรับเงินกับใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงินต่างกันอย่างไร

ใบสำคัญรับเงินให้ผู้รับเงินลงชื่อยืนยัน ส่วนใบรับรองแทนใบสำคัญรับเงินมักให้ผู้จ่ายหรือพนักงานรับรองเมื่อไม่สามารถขอเอกสารจากผู้รับได้ ใบสำคัญรับเงินจึงมีน้ำหนักดีกว่าเพราะมีการยืนยันจากผู้รับเงินโดยตรง

6. ใบสำคัญจ่ายที่บริษัทจัดทำเองเพียงพอหรือไม่

โดยทั่วไปไม่ควรใช้เพียงลำพัง ควรแนบเอกสารจากผู้ขาย หลักฐานการรับสินค้า สัญญา สลิปโอน และเอกสารภาษีที่เกี่ยวข้อง

7. ใบกำกับภาษีอย่างย่อใช้เป็นรายจ่ายได้ไหม

อาจใช้ประกอบรายการซื้อได้ตามข้อเท็จจริง แต่ผู้ประกอบการจด VAT ไม่สามารถนำภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีอย่างย่อไปหักออกจากภาษีขายได้ ควรขอใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปเมื่อต้องการใช้ภาษีซื้อ

8. เอกสารรายจ่ายต้องเก็บกี่ปี

เอกสารประกอบการลงบัญชีต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปีนับแต่วันปิดบัญชี และบางกรณีอาจกำหนดให้เก็บได้ถึง 7 ปี แต่เอกสารที่ยังเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน สัญญา หรือข้อพิพาทควรเก็บไว้จนกว่าจะสิ้นสุดภาระทั้งหมด


หากเจ้าของธุรกิจต้องการวางระบบบัญชี ตรวจสอบเอกสาร หรือวางแผนภาษีให้เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง สามารถปรึกษา “สกุลณา การบัญชี” เพื่อช่วยดูแลหลังบ้านให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างมั่นใจ

🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: https://fb.com/sakunna.accounting

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top