ภาษีบุคคลธรรมดากับภาษีบริษัทต่างกันอย่างไร? เลือกรูปแบบธุรกิจแบบไหนให้เหมาะ
“ยอดขายเริ่มเยอะขึ้นแล้ว ควรจดบริษัทหรือยัง?”
เป็นคำถามที่เจ้าของธุรกิจ ร้านค้าออนไลน์ และฟรีแลนซ์ถามกันบ่อยมาก โดยเฉพาะเมื่อรายได้เพิ่มขึ้น ลูกค้าเริ่มขอเอกสารในนามบริษัท หรือรู้สึกว่าภาษีบุคคลธรรมดาที่ต้องจ่ายสูงขึ้นทุกปี
หลายคนเข้าใจว่า จดบริษัทแล้วจะเสียภาษีน้อยกว่าเสมอ ขณะที่บางคนคิดว่าการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาง่ายกว่า จึงควรใช้รูปแบบเดิมต่อไปให้นานที่สุด
ความจริงคือ ไม่มีรูปแบบใดเหมาะกับทุกธุรกิจ เพราะการเปรียบเทียบต้องดูมากกว่าอัตราภาษี ต้องพิจารณาทั้งกำไรจริง ค่าใช้จ่าย เอกสาร จำนวนเจ้าของ ความเสี่ยงของธุรกิจ วิธีนำเงินออกมาใช้ และต้นทุนการทำบัญชีด้วย
บทความนี้ สกุลณาการบัญชีจะช่วยอธิบายความแตกต่างให้เห็นภาพ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจวางแผนได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องกลัวศัพท์บัญชีหรือภาษีที่ซับซ้อน
สรุปแบบเข้าใจง่าย
บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิของเจ้าของ ตามอัตราก้าวหน้า
บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีของบริษัท ตามอัตราภาษีนิติบุคคล
แต่เมื่อเจ้าของนำเงินออกจากบริษัทมาใช้ อาจมีภาษีในระดับบุคคลเพิ่มเติมด้วย

บุคคลธรรมดาและบริษัทต่างกันตั้งแต่ใครเป็นผู้เสียภาษี
ธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา
การทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา เช่น เจ้าของร้านคนเดียว ฟรีแลนซ์ ผู้รับเหมา เจ้าของร้านค้าออนไลน์ หรือผู้ให้บริการอิสระ หมายถึงเจ้าของกับกิจการยังเป็นผู้เสียภาษีรายเดียวกัน
รายได้จากธุรกิจจะถูกรวมกับเงินได้ประเภทอื่นของเจ้าของ เช่น เงินเดือน ค่าเช่า หรือค่าบริการ แล้วนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน เพื่อคำนวณเป็นเงินได้สุทธิ
ธุรกิจในรูปบริษัท
เมื่อจดทะเบียนเป็นบริษัท บริษัทจะเป็นนิติบุคคลและเป็นผู้เสียภาษีแยกจากผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ
รายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการเป็นรายได้ของบริษัท ส่วนเงินที่เจ้าของได้รับจากบริษัท เช่น เงินเดือน ค่าตอบแทนกรรมการ หรือเงินปันผล จะต้องพิจารณาภาษีในระดับบุคคลอีกครั้งตามประเภทของเงินได้ การจ่ายเงินเดือนแก่ผู้บริหารหรือพนักงานยังเกี่ยวข้องกับหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายของบริษัทด้วย
ดังนั้น การเห็นอัตราภาษีบริษัท 20% แล้วสรุปทันทีว่าต่ำกว่าภาษีบุคคลธรรมดาอาจยังไม่ครบ เพราะต้องดูด้วยว่าเจ้าของจะนำกำไรออกมาใช้อย่างไร
ภาษีบุคคลธรรมดาคำนวณอย่างไร
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคำนวณจาก
เงินได้พึงประเมิน − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีแบบก้าวหน้า
ปัจจุบันเงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาทได้รับยกเว้น และส่วนที่เกินจะเสียภาษีตามขั้น ตั้งแต่ 5% ไปจนถึงอัตราสูงสุด 35%

ค่าใช้จ่ายของบุคคลธรรมดาหักอย่างไร
บุคคลธรรมดาอาจหักค่าใช้จ่ายเป็นอัตราเหมาตามประเภทเงินได้ หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง หากเงินได้ประเภทนั้นและเอกสารหลักฐานเข้าเงื่อนไข
จุดที่ต้องระวังคือ เจ้าของธุรกิจบางคนเห็นว่ามีเงินเหลือในบัญชีไม่มาก จึงคิดว่ากำไรน้อย แต่ทางภาษีอาจหักค่าใช้จ่ายบางรายการไม่ได้ เพราะไม่มีเอกสาร หรือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่ปะปนกับธุรกิจ
บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ทั่วไปหรือรายได้จากธุรกิจมักยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 ประจำปี ส่วนผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40(5)–(8) อาจมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ครึ่งปีด้วย โดยกำหนดตามกฎหมายอยู่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมสำหรับแบบประจำปี และกรกฎาคมถึงกันยายนสำหรับแบบครึ่งปี ทั้งนี้ควรตรวจสอบกำหนด e-Filing ของแต่ละปีอีกครั้ง
ภาษีบริษัทคำนวณอย่างไร
บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก กำไรสุทธิทางภาษี ซึ่งคำนวณจากรายได้ของกิจการหักรายจ่ายที่เป็นไปตามเงื่อนไขของประมวลรัษฎากร
กำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีอาจไม่เท่ากัน เพราะค่าใช้จ่ายบางรายการที่บันทึกในบัญชีแล้วอาจเป็นรายจ่ายต้องห้าม หรือหักได้ไม่เต็มจำนวนทางภาษี
อัตราภาษีบริษัททั่วไป
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทั่วไปเสียภาษีในอัตรา 20% ของกำไรสุทธิทางภาษี
อัตราภาษีสำหรับนิติบุคคล SME
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เข้าเงื่อนไขกิจการขนาดย่อม ได้แก่ มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาทตามเงื่อนไข อาจใช้อัตราภาษี
กรณีทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา
หากสมมติว่าเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนแล้วเท่ากับ 1,000,000 บาท ภาษีตามอัตราก้าวหน้าจะอยู่ที่ประมาณ 115,000 บาท
อย่างไรก็ตาม ภาษีจริงอาจแตกต่างกันตามประเภทเงินได้ วิธีหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเงินได้ทางอื่นของเจ้าของ
กรณีทำธุรกิจในนามบริษัท SME
หากบริษัทเข้าเงื่อนไข SME และมีกำไรสุทธิทางภาษี 1,000,000 บาท
- กำไร 300,000 บาทแรก ยกเว้นภาษี
- กำไรส่วนที่เหลือ 700,000 บาท เสียภาษี 15%
- ภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่ากับ 105,000 บาท
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมภาษีที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของรับเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือเงินปันผลจากบริษัท รวมถึงต้นทุนการจัดทำบัญชีและสอบบัญชี
จึงเห็นได้ว่า เพียงเปรียบเทียบ 115,000 บาทกับ 105,000 บาท ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสินว่าควรจดบริษัทหรือไม่ ต้องดูภาพรวมของทั้งธุรกิจและเจ้าของร่วมกัน
บริษัทมีภาระทางบัญชีมากกว่าบุคคลธรรมดาอย่างไร
บริษัทต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชี จัดทำบัญชี ปิดบัญชี จัดทำงบการเงิน และให้ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน จากนั้นต้องนำส่งงบการเงินที่ได้รับอนุมัติผ่านระบบ DBD e-Filing ตามกำหนด แม้บางปีจะไม่มีรายได้หรือไม่ได้ดำเนินกิจการก็ตาม
ด้านภาษี บริษัทใช้แบบ ภ.ง.ด.51 สำหรับภาษีครึ่งรอบบัญชี โดยทั่วไปยื่นภายในสองเดือนนับจากวันสุดท้ายของรอบหกเดือนแรก และยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี
ดังนั้น บริษัทอาจช่วยให้ธุรกิจมีระบบและภาพลักษณ์ที่ชัดเจนขึ้น แต่เจ้าของต้องพร้อมดูแลเอกสารอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรรอรวบรวมเอกสารเฉพาะช่วงปิดงบปลายปี

จดบริษัทแล้วต้องจด VAT ทันทีหรือไม่
การจดบริษัทกับการจดทะเบียน VAT เป็นคนละเรื่องกัน
บริษัทที่มีรายรับยังไม่ถึงเกณฑ์อาจยังไม่ต้องจด VAT เว้นแต่สมัครใจหรือเข้าเงื่อนไขอื่น ขณะเดียวกันบุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการซึ่งอยู่ในระบบ VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็อาจมีหน้าที่จด VAT ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดได้เช่นกัน
จึงไม่ควรใช้คำว่า “บุคคลธรรมดา” หรือ “บริษัท” เป็นตัวตัดสิน VAT เพียงอย่างเดียว ต้องดูประเภทธุรกิจและรายรับประกอบด้วย
เมื่อไรการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาอาจเหมาะกว่า
บุคคลธรรมดาอาจเหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น รายได้และกำไรยังไม่สูงมาก เจ้าของทำงานเพียงคนเดียว ความเสี่ยงทางธุรกิจไม่มาก และยังไม่ต้องการระบบบริหารที่ซับซ้อน
ข้อดีคือเริ่มต้นง่าย มีต้นทุนการดูแลระบบต่ำกว่า และสามารถใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้ แต่ควรแยกบัญชีธนาคารของธุรกิจออกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัวตั้งแต่ต้น เพื่อให้ตรวจสอบรายได้และต้นทุนได้ง่าย
เมื่อไรควรเริ่มพิจารณาจดบริษัท
ควรเริ่มวิเคราะห์อย่างจริงจังเมื่อธุรกิจมีลักษณะดังนี้
- กำไรสูงขึ้นจนเข้าสู่ฐานภาษีบุคคลธรรมดาระดับสูง
- มีหุ้นส่วนหรือมีผู้ร่วมลงทุน
- ลูกค้าหลักต้องการทำสัญญาและรับเอกสารในนามบริษัท
- ธุรกิจมีพนักงาน ทรัพย์สิน หรือภาระผูกพันเพิ่มขึ้น
- ต้องการแยกเงินและความรับผิดชอบออกจากเจ้าของ
- ต้องการเก็บกำไรบางส่วนไว้หมุนเวียนหรือลงทุนต่อ
- พร้อมจัดทำบัญชีและส่งเอกสารอย่างเป็นระบบ
คำว่า “รายได้เท่าไรจึงควรจดบริษัท” จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกกิจการ เพราะธุรกิจที่รายได้เท่ากันอาจมีกำไร ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงแตกต่างกันมาก

เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจเลือกรูปแบบธุรกิจ
ลองตอบคำถามต่อไปนี้ก่อนเปลี่ยนจากบุคคลธรรมดาเป็นบริษัท
- รายได้ทั้งปีประมาณเท่าไร
- กำไรจริงหลังหักค่าใช้จ่ายเหลือเท่าไร
- เจ้าของมีเงินเดือนหรือรายได้ทางอื่นด้วยหรือไม่
- ค่าใช้จ่ายของธุรกิจมีเอกสารครบเพียงใด
- ต้องการถอนกำไรไปใช้ส่วนตัวเดือนละเท่าไร
- มีหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนหรือไม่
- ลูกค้าต้องการซื้อขายกับนิติบุคคลหรือไม่
- ธุรกิจมีความเสี่ยงจากสัญญา หนี้ หรือการจ้างงานมากเพียงใด
- พร้อมรับต้นทุนทำบัญชี ปิดงบ และสอบบัญชีหรือไม่
- มีผู้รับผิดชอบรวบรวมเอกสารทุกเดือนหรือยัง
- ธุรกิจเข้าเกณฑ์ VAT หรือมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่
- มีแผนขยายธุรกิจในอีก 1–3 ปีอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้ นักบัญชีจะสามารถเปรียบเทียบภาษีและต้นทุนที่ใกล้เคียงธุรกิจจริงได้มากกว่าการดูยอดขายเพียงตัวเดียว
ข้อควรระวังที่เจ้าของธุรกิจมักพลาด
1. จดบริษัทเพราะคิดว่าเสียภาษีเพียง 20%
ภาษีบริษัทเป็นเพียงส่วนหนึ่ง เจ้าของอาจมีภาษีจากเงินเดือน ค่าตอบแทน หรือเงินปันผล และยังมีต้นทุนบัญชี สอบบัญชี และการดูแลเอกสารเพิ่มเติม
2. ใช้บัญชีบริษัทเหมือนบัญชีส่วนตัว
เงินในบัญชีบริษัทไม่ควรถูกโอนออกไปใช้โดยไม่มีคำอธิบาย ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นเงินเดือน เงินทดรอง เงินกู้ยืม คืนค่าใช้จ่าย หรือเงินปันผล พร้อมเอกสารประกอบที่เหมาะสม
3. คิดว่าจดบริษัทแล้วค่าใช้จ่ายทุกอย่างหักได้
ค่าใช้จ่ายต้องเกี่ยวข้องกับกิจการ มีหลักฐาน และไม่เข้าลักษณะรายจ่ายต้องห้าม รายการส่วนตัวหรือเอกสารไม่ครบอาจถูกปรับปรุงกลับเป็นกำไรทางภาษี
4. เปรียบเทียบจากรายได้แทนกำไร
ธุรกิจรายได้ 5 ล้านบาทที่มีกำไร 500,000 บาท ย่อมมีภาพภาษีต่างจากธุรกิจรายได้ 5 ล้านบาทที่มีกำไร 2 ล้านบาท จึงต้องจัดทำประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ
5. จดบริษัทแล้วปล่อยไม่มีการเคลื่อนไหว
แม้บริษัทจะยังไม่มีรายได้ ก็ยังมีหน้าที่ด้านบัญชี งบการเงิน และการยื่นแบบตามสถานะของกิจการ จึงควรประเมินความพร้อมก่อนจดทะเบียน
คำถามที่พบบ่อย
1. รายได้เท่าไรควรจดบริษัท
ไม่มีตัวเลขตายตัว ต้องดูทั้งรายได้ กำไร ค่าใช้จ่าย เงินได้ทางอื่นของเจ้าของ ความเสี่ยง และแผนขยายกิจการ ธุรกิจที่มีกำไรสูงสม่ำเสมอมักควรเริ่มเปรียบเทียบทั้งสองรูปแบบอย่างละเอียด
2. จดบริษัทแล้วเสียภาษีน้อยกว่าบุคคลธรรมดาเสมอหรือไม่
ไม่เสมอไป บริษัทอาจได้อัตราภาษีที่เหมาะสมกว่าในบางกรณี แต่ต้องรวมภาษีของเจ้าของเมื่อนำเงินออกมาใช้ รวมถึงต้นทุนบัญชีและสอบบัญชีด้วย
3. บุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่ายจริงได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้และเงื่อนไขทางภาษี บางประเภทเลือกหักค่าใช้จ่ายเหมาได้ ขณะที่บางกรณีอาจหักตามจริงได้เมื่อมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน
4. เจ้าของบริษัทถอนเงินจากบริษัทมาใช้ได้เลยหรือไม่
ไม่ควรถอนโดยไม่มีที่มา ควรกำหนดให้ชัดว่าเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทน คืนเงินทดรอง เงินกู้ยืม หรือเงินปันผล และบันทึกบัญชีพร้อมเอกสารให้ถูกต้อง
5. บริษัทขาดทุนต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่
หากคำนวณแล้วไม่มี“กำไรสุทธิทางภาษี” โดยหลักจะไม่มีภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิในรอบนั้น แต่ยังต้องยื่นแบบ จัดทำบัญชี และตรวจสอบว่าขาดทุนทางบัญชีกับขาดทุนทางภาษีตรงกันหรือไม่
6. จดบริษัทแล้วต้องมีนักบัญชีและผู้สอบบัญชีหรือไม่
บริษัทต้องจัดให้มีผู้ทำบัญชี จัดทำงบการเงิน และให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามกฎหมาย
7. บุคคลธรรมดากับบริษัทใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเดียวกันหรือไม่
บุคคลธรรมดาใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของตน ส่วนบริษัทมีเลขทะเบียนนิติบุคคลและสถานะผู้เสียภาษีแยกจากเจ้าของ
สรุป: อย่าเลือกเพียงเพราะเห็นว่าอัตราภาษีต่ำกว่า
ความแตกต่างสำคัญคือ บุคคลธรรมดาเสียภาษีจากเงินได้สุทธิของเจ้าของตามอัตราก้าวหน้า ส่วนบริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีของบริษัท และเจ้าของอาจมีภาษีเพิ่มเติมเมื่อได้รับเงินจากบริษัท
บุคคลธรรมดามีความคล่องตัวและภาระดูแลระบบน้อยกว่า ขณะที่บริษัทช่วยแยกธุรกิจออกจากเจ้าของ มีระบบบัญชีชัดเจน และอาจเหมาะกับธุรกิจที่กำลังเติบโต มีหุ้นส่วน หรือมีความเสี่ยงมากขึ้น
การตัดสินใจที่ดีจึงควรเริ่มจากการนำตัวเลขจริงของธุรกิจมาประมาณการอย่างน้อย 2 รูปแบบ ไม่ใช่จดบริษัทเพราะกลัวภาษี หรือทำบุคคลธรรมดาต่อเพราะกลัวงานบัญชี
ทั้งนี้ การคำนวณภาษีและการเลือกรูปแบบธุรกิจอาจแตกต่างกันตามประเภทรายได้ ค่าใช้จ่าย เอกสาร เงินได้ทางอื่นของเจ้าของ โครงสร้างผู้ถือหุ้น การนำเงินออกจากกิจการ และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรตรวจสอบกับนักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนดำเนินการ
ให้สกุลณาการบัญชีช่วยวางแผนก่อนตัดสินใจ
หากคุณกำลังลังเลว่าควรทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดาต่อ หรือถึงเวลาจดบริษัทแล้ว สกุลณาการบัญชี พร้อมช่วยวิเคราะห์รายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร ภาษี และภาระด้านบัญชีให้เห็นภาพก่อนตัดสินใจ
เราไม่ได้ดูเพียงว่าแบบไหนเสียภาษีน้อยกว่า แต่ช่วยมองว่าแบบไหนเหมาะกับการเติบโตและการใช้เงินจริงของธุรกิจคุณมากที่สุด เพราะเราเชื่อว่า บัญชีไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีคนอธิบายให้เข้าใจ
🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: fb.com/sakunna.accounting


