สกุลณา การบัญชั รับทำบัญชี วางแผนภาษี

หัก ณ ที่จ่ายผิด ทำอย่างไรดี? วิธีแก้ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้

หัก ณ ที่จ่ายผิด ทำอย่างไรดี? เจ้าของธุรกิจควรรู้ก่อนปัญหาบานปลาย

“จ่ายค่าบริการไปแล้ว เพิ่งรู้ว่าหักภาษีผิดอัตรา ต้องทำอย่างไร?”

“ยื่น ภ.ง.ด.3 ไปแล้ว แต่ผู้รับเงินจริงเป็นบริษัท ต้องยื่นใหม่หรือไม่?”

“หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด ผู้รับเงินจะใช้เครดิตภาษีได้ไหม?”

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้บ่อย โดยเฉพาะธุรกิจที่มีผู้ขายและผู้รับจ้างหลายประเภท เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ได้ดูเพียงว่า “จ่ายค่าอะไร” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าใครเป็นผู้จ่าย ใครเป็นผู้รับ ลักษณะงานตามสัญญาคืออะไร จ่ายเมื่อใด และต้องใช้แบบนำส่งประเภทไหน

เมื่อพบว่าหักผิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่ารีบแก้ด้วยการหักเพิ่มหรือลดเองในเดือนถัดไปโดยไม่มีเอกสารรองรับ เพราะความผิดพลาดแต่ละแบบใช้วิธีแก้ต่างกัน

สรุปแบบเข้าใจง่าย

  1. หักขาดหรือลืมหัก ต้องคำนวณส่วนที่ขาดและรีบดำเนินการนำส่ง
  2. หักเกิน ต้องตรวจว่าเงินภาษีนั้นถูกหักจากผู้รับเงินจริงหรือบริษัทเป็นผู้ออกให้
  3. กรอกข้อมูลผิด ใช้คำขอแก้ไขข้อมูลภาษีหัก ณ ที่จ่าย
  4. ใช้แบบผิดประเภท ต้องขออนุโลมแก้แบบ
  5. หนังสือรับรองผิด ต้องแก้ให้ตรงกับแบบที่นำส่งและแจ้งผู้รับเงินทันที

ก่อนแก้ ต้องหาก่อนว่าผิดตรงไหน

คำว่า “หัก ณ ที่จ่ายผิด” อาจหมายถึงหลายกรณี ได้แก่

  • ไม่ได้หักภาษีทั้งที่มีหน้าที่ต้องหัก
  • หักในอัตราต่ำกว่าที่ควร
  • หักในอัตราสูงเกินไป
  • คำนวณจากฐานเงินผิด
  • ใช้ ภ.ง.ด.3 แทน ภ.ง.ด.53 หรือกลับกัน
  • ระบุชื่อหรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด
  • ระบุประเภทเงินได้ผิด
  • ยื่นยอดเงินได้หรือภาษีผิด
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายไม่ตรงกับแบบที่ยื่น
  • ยื่นแบบถูกแล้วแต่ยังไม่ได้ชำระเงิน

กรมสรรพากรกำหนดให้การนำส่งภาษีตามมาตรา 3 เตรส ใช้ ภ.ง.ด.3 เมื่อผู้รับเงินเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และใช้ ภ.ง.ด.53 เมื่อผู้รับเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามเงื่อนไข พร้อมออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ผู้ถูกหักด้วย

ดังนั้น ขั้นตอนแรกไม่ใช่การรีบยื่นแบบใหม่ แต่ควรรวบรวมสัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานจ่ายเงิน แบบที่ยื่น และหนังสือรับรองฉบับเดิม เพื่อระบุให้ชัดว่าเกิดข้อผิดพลาดประเภทใด

กรณีที่ 1 ไม่ได้หัก หรือหักภาษีน้อยกว่าที่ควร

หากรายการนั้นมีหน้าที่ต้องหัก แต่บริษัทไม่ได้หัก หรือหักไว้น้อยกว่าจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินอาจต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในภาษีส่วนที่ขาด และอาจมีเงินเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องนำส่ง รวมถึงค่าปรับตามข้อเท็จจริงและระยะเวลาที่ดำเนินการ

ตัวอย่างหักภาษีขาด

สมมติบริษัทจ่ายค่าบริการ 10,000 บาท โดยรายการนั้นเข้าเงื่อนไขหัก 3%

จำนวนภาษีที่ควรหักคือ

10,000 × 3% = 300 บาท

แต่บริษัทหักไว้เพียง 1% หรือ 100 บาท จึงมีภาษีขาด 200 บาท

สิ่งที่ควรทำคือ

  1. ตรวจสัญญาและประเภทเงินได้ให้แน่ชัดว่าอัตราที่ถูกต้องคือเท่าไร
  2. ตรวจว่าได้ยื่นแบบของเดือนนั้นแล้วหรือยัง
  3. หากยังไม่ยื่น ให้แก้รายการก่อนยื่น
  4. หากยื่นและชำระแล้ว ให้ประสานผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขา เพื่อยื่นแบบเพิ่มเติมและนำส่งส่วนที่ขาด
  5. คำนวณเงินเพิ่มตามวันที่ชำระจริง
  6. แก้หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ตรงกับยอดที่นำส่ง
  7. แจ้งผู้รับเงินไม่ให้นำหนังสือรับรองฉบับเดิมไปใช้

กรณีบริษัทจ่ายเงินให้ผู้รับเต็มจำนวนไปแล้ว การเรียกภาษีส่วนที่ขาดคืนจากผู้รับ หรือบริษัทเป็นผู้ออกภาษีแทน อาจมีผลต่อการคำนวณและการบันทึกบัญชีต่างกัน จึงไม่ควรแก้รายการโดยหักจากค่าจ้างครั้งถัดไปเองโดยไม่ได้ตกลงและตรวจสอบผลทางภาษีก่อน

กรณีที่ 2 หักภาษีไว้เกิน

ตัวอย่างเช่น รายการที่ควรหัก 1% แต่บริษัทหักจากผู้รับเงินไว้ 3% หรือคำนวณฐานเงินได้สูงกว่าความเป็นจริง

กรณีนี้ต้องตรวจว่า ใครเป็นผู้เสียประโยชน์จากภาษีที่นำส่งเกิน

หากหักเงินจากผู้รับและนำส่งเกินจริง

โดยหลัก ผู้รับเงินซึ่งถูกหักภาษีเกินเป็นผู้เสียประโยชน์และอาจเป็นผู้มีสิทธิขอคืนภาษี โดยต้องใช้ข้อมูลและหลักฐานที่ถูกต้องประกอบการยื่นแบบหรือคำร้องขอคืนตามกรณี

บริษัทผู้จ่ายควร

  • แจ้งผู้รับเงินทันที
  • แก้ข้อมูลในแบบนำส่ง
  • ออกหนังสือรับรองฉบับที่ถูกต้อง
  • เก็บหลักฐานการยกเลิกหรือแก้ไขฉบับเดิม
  • ประสานสำนักงานสรรพากรพื้นที่ว่าต้องใช้แบบ ค.10 หรือขั้นตอนใด

หากบริษัทนำเงินของตนเองส่งเกินโดยไม่ได้หักผู้รับ

ผู้มีสิทธิขอคืนอาจแตกต่างจากกรณีแรก เพราะต้องดูว่าใครเป็นผู้ชำระและใครเป็นผู้เสียประโยชน์จริง กรมสรรพากรมีแนวทางให้ประสานสำนักงานสรรพากรพื้นที่ และอาจต้องยื่นแบบปรับปรุงพร้อมคำร้อง ค.10 เพื่อขอคืนเงินภาษี

จึงไม่ควรนำยอดที่ส่งเกินไปหักกลบกับภาษีของเดือนถัดไปเอง เพราะยอดดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับคนละผู้รับเงิน คนละเดือน และคนละแบบภาษี

กรณีที่ 3 กรอกชื่อ เลขผู้เสียภาษี หรือรายละเอียดผู้รับเงินผิด

หากจำนวนภาษีถูกต้อง แต่ข้อมูลในใบแนบผิด เช่น

  • ชื่อผู้รับเงินสะกดผิด
  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด
  • ระบุสาขาผิด
  • วันที่จ่ายผิด
  • จำนวนเงินได้หรือประเภทเงินได้ผิด
  • นำรายการไปลงชื่อผู้รับผิดราย

กรมสรรพากรมีแบบ ป.ป.01 คำขอแก้ไขข้อมูลภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมส่วนรายละเอียดข้อมูลที่ต้องการแก้ไข

เอกสารประกอบโดยทั่วไปอาจรวมถึง

  • แบบและใบแนบฉบับเดิม
  • ใบเสร็จรับเงินภาษี
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย
  • สัญญาหรือใบสั่งจ้าง
  • ใบเสร็จหรือใบสำคัญจ่าย
  • เอกสารยืนยันตัวตนของผู้รับเงิน
  • หนังสือชี้แจงเหตุผลที่ขอแก้ไข

รายละเอียดและช่องทางยื่นอาจแตกต่างตามสำนักงานสรรพากรพื้นที่ จึงควรสอบถามพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ก่อนเตรียมเอกสาร

กรณีที่ 4 ใช้แบบผิดประเภท

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ จ่ายค่าบริการให้บริษัท แต่ยื่นเป็น ภ.ง.ด.3 หรือจ่ายให้บุคคลธรรมดาแต่ยื่นเป็น ภ.ง.ด.53

กรณีนี้ไม่ใช่เพียงแก้ตัวเลขในใบแนบ เพราะเป็นการใช้แบบผิดประเภท กรมสรรพากรจัดให้มีแบบ ป.ป.02 คำขออนุโลมการยื่นแบบกรณีใช้แบบผิดประเภท พร้อมใบแนบรายละเอียด

เอกสารที่ใช้ประกอบมักคล้ายกับกรณี ป.ป.01 แต่ควรเพิ่มคำชี้แจงว่า

  • ยื่นแบบอะไรไว้เดิม
  • แบบที่ถูกต้องควรเป็นแบบใด
  • ผู้รับเงินมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • ยอดเงินได้และภาษีที่นำส่งตรงกันหรือไม่
  • ได้ออกหนังสือรับรองแบบใดไปแล้ว

กรณีที่ 5 หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายผิด

หนังสือรับรองตามมาตรา 50 ทวิเป็นเอกสารที่ผู้รับเงินใช้ประกอบการยื่นภาษี หากชื่อ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ยอดเงินได้ หรือยอดภาษีไม่ตรงกับข้อมูลที่บริษัทนำส่ง ผู้รับเงินอาจใช้เครดิตภาษีได้ไม่ถูกต้อง

เมื่อพบข้อผิดพลาด ควร

  1. แจ้งผู้รับเงินให้หยุดใช้ฉบับเดิม
  2. ตรวจข้อมูลในแบบนำส่งว่าแบบถูกหรือผิดด้วย
  3. หากแบบผิด ให้ดำเนินการแก้แบบก่อนหรือพร้อมกัน
  4. จัดทำหนังสือรับรองฉบับที่ถูกต้อง
  5. ระบุการยกเลิกหรือความเชื่อมโยงกับฉบับเดิมให้ตรวจสอบได้
  6. เก็บสำเนาและหลักฐานการส่งเอกสารฉบับใหม่

หนังสือรับรองต้องมีข้อความตามแบบที่กรมสรรพากรกำหนด และผู้จ่ายต้องเก็บสำเนาคู่ฉบับไว้เป็นหลักฐาน


ขั้นตอนแก้หัก ณ ที่จ่ายผิดแบบเป็นระบบ

ขั้นที่ 1 หยุดใช้เอกสารฉบับผิด

แจ้งฝ่ายบัญชี ผู้รับเงิน และผู้เกี่ยวข้องไม่ให้นำหนังสือรับรองหรือข้อมูลเดิมไปยื่นภาษีต่อ

ขั้นที่ 2 ตรวจเอกสารต้นทาง

ตรวจสัญญา ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และสถานะผู้รับเงิน อย่าใช้อัตราภาษีจากชื่อรายการในระบบเพียงอย่างเดียว

ขั้นที่ 3 คำนวณใหม่

แยกให้ชัดว่า

  • ฐานเงินได้ที่ต้องหักเท่าไร
  • อัตราที่ถูกต้องเท่าไร
  • หักจริงเท่าไร
  • นำส่งจริงเท่าไร
  • ขาดหรือเกินเท่าไร

ขั้นที่ 4 กระทบยอดทุกจุดให้ตรงกัน

ยอดในเอกสารต่อไปนี้ควรตรงกัน

  • สัญญาหรือใบแจ้งหนี้
  • ใบสำคัญจ่าย
  • หลักฐานโอนเงิน
  • แบบ ภ.ง.ด. และใบแนบ
  • ใบเสร็จการชำระภาษี
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย

ตัวอย่างแก้ไขในธุรกิจจริง

บริษัทจ่ายค่าบริการให้ผู้รับจ้างซึ่งเป็นบริษัท 50,000 บาท โดยสมมติว่ารายการเข้าเงื่อนไขหัก 3%

ภาษีที่ถูกต้องคือ

50,000 × 3% = 1,500 บาท

แต่บริษัทหักเพียง 500 บาท และยื่น ภ.ง.ด.53 ไปแล้ว จึงขาด 1,000 บาท

บริษัทควรตรวจยอดสุทธิที่จ่ายให้ผู้รับก่อนว่าได้จ่าย 49,500 บาท หรือจ่ายยอดอื่น จากนั้นประสานผู้รับเงินและผู้ทำบัญชี ยื่นเพิ่มเติมสำหรับภาษีส่วนขาด ชำระเงินเพิ่มตามระยะเวลา และออกหนังสือรับรองที่สะท้อนยอดนำส่งจริง

ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการสมมติอัตรา 3% วิธีปฏิบัติจริงต้องตรวจประเภทบริการ สัญญา ผู้รับเงิน ฐานที่ใช้คำนวณ และข้อเท็จจริงก่อนทุกครั้ง


เช็กลิสต์ก่อนจ่ายเงิน ป้องกันหัก ณ ที่จ่ายผิด

  • ผู้รับเงินเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล
  • จ่ายค่าสินค้า ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าโฆษณา หรือค่าจ้างประเภทใด
  • สัญญาแยกค่าสินค้ากับค่าบริการหรือไม่
  • ยอดตามสัญญาถึงเกณฑ์ที่ต้องหักหรือไม่
  • ใช้ฐานก่อนหรือหลัง VAT
  • อัตราหักที่ใช้มีแหล่งอ้างอิงหรือไม่
  • ต้องใช้ ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 หรือแบบอื่น
  • ชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีตรงกับเอกสารหรือไม่
  • วันที่จ่ายและเดือนภาษีถูกต้องหรือไม่
  • ยอดสุทธิที่โอนตรงกับใบสำคัญจ่ายหรือไม่
  • หนังสือรับรองตรงกับแบบนำส่งหรือไม่
  • มีผู้ตรวจสอบก่อนอนุมัติจ่ายหรือยัง

ข้อควรระวัง

อย่าแก้โดยหักชดเชยในเดือนถัดไปเอง

การนำยอดขาดหรือเกินของเดือนก่อนมารวมกับผู้รับรายอื่นในเดือนถัดไป อาจทำให้แบบและหนังสือรับรองผิดเพิ่มขึ้น

อย่าคิดว่าเงินภาษีจำนวนไม่มากจึงไม่ต้องแก้

แม้ภาษีขาดเพียงเล็กน้อย แต่ข้อมูลอาจส่งผลต่อเครดิตภาษีของผู้รับและการกระทบยอดของกรมสรรพากร

อย่าแก้เฉพาะหนังสือรับรอง

หากข้อมูลในแบบนำส่งยังผิด การออกหนังสือรับรองฉบับใหม่เพียงอย่างเดียวจะทำให้ข้อมูลสองฝั่งไม่ตรงกัน

อย่าเลือกอัตราจากชื่อในใบแจ้งหนี้อย่างเดียว

รายการที่เขียนว่า “ค่าดำเนินการ” หรือ “ค่าจัดการ” อาจมีข้อเท็จจริงตามสัญญาแตกต่างกัน ต้องดูสาระของงานจริง


คำถามที่พบบ่อย

1. หัก ณ ที่จ่ายผิด สามารถแก้ในเดือนถัดไปได้ไหม?

ไม่ควรนำยอดไปหักกลบเอง ควรแก้แบบและเอกสารของเดือนที่ผิดให้ตรงตามขั้นตอน เพราะแต่ละเดือนและผู้รับเงินมีข้อมูลแยกกัน

2. ลืมหักภาษี แต่จ่ายเงินให้ผู้รับครบแล้วทำอย่างไร?

ผู้จ่ายยังอาจต้องรับผิดในภาษีที่ควรหัก ต้องตรวจว่าจะเรียกคืนจากผู้รับหรือบริษัทจะออกภาษีแทน และรีบนำส่งพร้อมเงินเพิ่มตามกรณี

3. หักเกิน สามารถคืนเงินส่วนต่างให้ผู้รับได้เลยหรือไม่?

ควรตรวจว่าได้นำส่งกรมสรรพากรแล้วหรือยัง หากนำส่งแล้ว ต้องประสานการแก้แบบและสิทธิขอคืนก่อน เพื่อไม่ให้บริษัทจ่ายคืนซ้ำกับเงินที่ผู้รับอาจนำไปใช้เป็นเครดิตภาษี

4. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด แต่ยอดภาษีถูกต้อง ต้องยื่นใหม่หรือไม่?

โดยทั่วไปควรยื่นคำขอแก้ไขข้อมูลด้วยแบบ ป.ป.01 พร้อมเอกสารประกอบ ไม่ควรปล่อยไว้ เพราะผู้รับเงินอาจไม่สามารถใช้เครดิตภาษีได้ถูกต้อง

5. ยื่น ภ.ง.ด.3 แทน ภ.ง.ด.53 ต้องทำอย่างไร?

ควรยื่นคำขออนุโลมกรณีใช้แบบผิดประเภทด้วยแบบ ป.ป.02 และเตรียมแบบเดิม ใบเสร็จ หนังสือรับรอง สัญญา และเอกสารผู้รับเงินประกอบ

6. หนังสือรับรองผิด แต่อีกฝ่ายยื่นภาษีไปแล้วทำอย่างไร?

ต้องประสานผู้รับเงินทันที เพราะอาจต้องแก้ทั้งข้อมูลของผู้จ่ายและแบบภาษีของผู้รับ วิธีดำเนินการขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดยื่นแบบไปแล้วและมีภาษีต้องชำระหรือขอคืนอย่างไร

7. เงินเพิ่ม 1.5% คิดอย่างไร?

โดยหลักคิดจากภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งส่วนที่ขาด ในอัตรา 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือน ระยะเวลาจริงควรให้สำนักงานสรรพากรหรือผู้ทำบัญชีคำนวณถึงวันที่ชำระ


สรุป: ยิ่งพบเร็ว ยิ่งแก้ง่าย

การหักภาษี ณ ที่จ่ายผิดไม่ได้หมายความว่าจะแก้ไม่ได้ แต่ต้องแยกก่อนว่าเป็นการหักขาด หักเกิน กรอกข้อมูลผิด ใช้แบบผิด หรือออกหนังสือรับรองผิด

หลักสำคัญคือ

  • หยุดใช้ข้อมูลเดิม
  • ตรวจสัญญาและธุรกรรมจริง
  • คำนวณภาษีใหม่
  • แก้แบบให้ตรงประเภท
  • ชำระภาษีส่วนขาดและเงินเพิ่มหากมี
  • แก้หนังสือรับรองให้ตรงกับแบบ
  • แจ้งผู้รับเงินอย่างรวดเร็ว
  • เก็บหลักฐานการแก้ไขไว้ครบถ้วน

ทั้งนี้ อัตราหัก ฐานภาษี แบบที่ใช้ วิธีขอแก้ไข ผู้มีสิทธิขอคืน และจำนวนเงินเพิ่ม อาจขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ สถานะผู้จ่ายและผู้รับ สัญญา วันที่จ่าย แบบที่เคยยื่น และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ก่อนดำเนินการ

ให้สกุลณาการบัญชีช่วยแก้ก่อนความผิดพลาดขยายไปหลายเดือน

หากธุรกิจของคุณพบว่าหัก ณ ที่จ่ายผิด ไม่แน่ใจว่าต้องแก้ ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 หรือหนังสือรับรองที่ออกไปใช้ได้หรือไม่

สกุลณาการบัญชี พร้อมช่วยตรวจธุรกรรม คำนวณยอดที่ถูกต้อง จัดเตรียมเอกสาร และวางระบบตรวจสอบก่อนจ่าย เพื่อให้เรื่องภาษีได้รับการแก้ไขอย่างเป็นขั้นตอน ในฐานะ คู่คิดหลังบ้านของเจ้าของธุรกิจ

เพราะเราเชื่อว่า บัญชีไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีคนอธิบายให้เข้าใจ

🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: fb.com/sakunna.accounting

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top