เริ่มทำธุรกิจแล้ว คำถามภาษีมักตามมาทันที
เจ้าของธุรกิจมือใหม่หลายคนเริ่มต้นจากความตั้งใจดี มีสินค้า มีบริการ มีลูกค้า และเริ่มมีรายได้เข้ามา แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเดินจริง คำถามเรื่องภาษีก็มักเกิดขึ้นพร้อมกันทันที
“ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?”
“รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT?”
“จ้างฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือเปล่า?”
“ซื้อของไม่มีบิล เอามาเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม?”
“ยังไม่ได้จดบริษัท ต้องทำบัญชีไหม?”
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่สัญญาณว่าธุรกิจของคุณกำลังมีปัญหา แต่เป็นเรื่องปกติของคนเริ่มทำธุรกิจ เพราะเมื่อมีรายได้ มีค่าใช้จ่าย และมีการจ่ายเงินให้ผู้อื่น เรื่องบัญชีและภาษีก็เข้ามาเกี่ยวข้องโดยธรรมชาติ
สกุลณาการบัญชีอยากให้เจ้าของธุรกิจมองว่า “ภาษีไม่ได้น่ากลัว” ถ้าเราเข้าใจหลักพื้นฐาน รู้ว่าต้องเช็กอะไร และมีระบบเอกสารที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น

บทความนี้รวบรวม 10 คำถามภาษีที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่มักสงสัย พร้อมคำอธิบายแบบภาษาคนทำธุรกิจ อ่านง่าย ใช้ได้จริง และเขียนอย่างระมัดระวัง เพราะรายละเอียดภาษีอาจขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจ รายได้ เอกสาร และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
1. เพิ่งเริ่มขายของ ต้องเสียภาษีเลยไหม?
หากมีรายได้จากการขายสินค้า ให้บริการ รับจ้าง หรือทำธุรกิจ รายได้นั้นอาจเกี่ยวข้องกับภาษี แม้จะยังเป็นธุรกิจเล็กหรือยังไม่ได้จดบริษัทก็ตาม
สำหรับบุคคลธรรมดา หากมีเงินได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด อาจมีหน้าที่ยื่นแบบและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ส่วนถ้าจดบริษัทแล้ว บริษัทจะมีหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีในฐานะนิติบุคคลแยกจากเจ้าของ
ตัวอย่าง
เจ้าของร้านค้าออนไลน์ขายสินค้าเดือนละ 30,000–50,000 บาท แม้ยังไม่ได้จดบริษัท ก็ควรเริ่มบันทึกรายรับรายจ่าย เก็บหลักฐานการขาย และตรวจสอบหน้าที่ยื่นภาษีตั้งแต่เนิ่น ๆ

2. รายได้เท่าไหร่ต้องจด VAT?
โดยทั่วไป หากผู้ประกอบการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยกรมสรรพากรระบุว่าหากรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับเกินเกณฑ์
ประเด็นสำคัญคือ เกณฑ์นี้ดูจาก “รายรับ” หรือ “ยอดขายรวม” ไม่ใช่กำไรสุทธิ
ตัวอย่าง
ขายสินค้าออนไลน์ทั้งปี 2,000,000 บาท แต่หลังหักต้นทุนเหลือกำไร 250,000 บาท กรณี VAT ต้องดูจากยอดขาย 2,000,000 บาท ไม่ใช่กำไร 250,000 บาท ทั้งนี้ต้องตรวจด้วยว่าธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสีย VAT หรือมีข้อยกเว้นเฉพาะหรือไม่
3. ยังไม่ได้จดบริษัท ต้องทำบัญชีไหม?
ควรทำค่ะ แม้ยังเป็นบุคคลธรรมดา ก็ควรบันทึกรายรับ รายจ่าย และเก็บเอกสารให้เป็นระบบ เพราะข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้รู้กำไรจริง และใช้ประกอบการยื่นภาษีได้
การทำบัญชีไม่ได้หมายความว่าต้องใช้ระบบซับซ้อนตั้งแต่วันแรก แต่ควรมีอย่างน้อย 3 อย่าง คือ
- รายรับจากทุกช่องทาง
- ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
- หลักฐานประกอบ เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี สลิปโอนเงิน รายงานยอดขาย
ถ้ารอทำตอนสิ้นปี มักเจอปัญหาเอกสารหาย ยอดไม่ตรง และแยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจไม่ออก

4. จดบริษัทแล้ว ภาษีเปลี่ยนอย่างไร?
เมื่อจดบริษัท ธุรกิจจะเป็นนิติบุคคลแยกจากเจ้าของ บริษัทจึงต้องจัดทำบัญชี เก็บเอกสาร ยื่นภาษี และจัดทำงบการเงินตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ภาษีที่บริษัทมักต้องรู้ เช่น
- ภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม หากเข้าเงื่อนไข VAT
- ภาษีเงินเดือนพนักงาน หากมีการจ้างงาน
- ภาษีอื่น ๆ ตามลักษณะธุรกิจ
แบบภาษีเงินได้นิติบุคคลที่พบได้บ่อย ได้แก่ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบปี และ ภ.ง.ด.51 สำหรับครึ่งปี โดยกรมสรรพากรระบุว่า ภ.ง.ด.50 เป็นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ส่วน ภ.ง.ด.51 เป็นแบบตามมาตรา 67 ทวิ สำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี
5. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือภาษีที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักไว้บางส่วนก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับเงิน แล้วนำส่งให้กรมสรรพากรแทนผู้รับเงิน
รายการที่มักเกี่ยวข้อง เช่น
- ค่าบริการ
- ค่าเช่า
- ค่าจ้างทำของ
- ค่าโฆษณา
- ค่าขนส่งบางประเภท
- ค่าจ้างฟรีแลนซ์
- ค่าที่ปรึกษา ค่าบัญชี ค่ากฎหมาย
โดยทั่วไป การจ่ายให้บุคคลธรรมดามักเกี่ยวข้องกับแบบ ภ.ง.ด.3 ส่วนการจ่ายให้นิติบุคคลมักเกี่ยวข้องกับแบบ ภ.ง.ด.53 แต่ต้องดูประเภทเงินได้และข้อเท็จจริงของรายการจ่ายแต่ละกรณี
6. จ้างฟรีแลนซ์ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไหม?
อาจต้องหัก ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้จ่าย ผู้รับเงินเป็นใคร จ่ายค่าอะไร จำนวนเงินเท่าไหร่ และรายการนั้นเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายหรือไม่
ตัวอย่าง
บริษัทจ้างฟรีแลนซ์ออกแบบภาพโฆษณา ค่าบริการ 10,000 บาท หากรายการนี้เข้าเงื่อนไขหัก ณ ที่จ่าย 3% บริษัทอาจต้องหักภาษีไว้ 300 บาท จ่ายสุทธิ 9,700 บาท และออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ผู้รับเงิน
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบเอกสารและลักษณะงานจริงก่อนจ่ายเงินทุกครั้ง เพราะอัตราและวิธีปฏิบัติอาจแตกต่างกันตามประเภทเงินได้
7. ซื้อของไม่มีบิล เอามาเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม?
โดยหลักแล้ว ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจควรมีเอกสารประกอบให้ครบ เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ สัญญา หลักฐานโอนเงิน หรือเอกสารรับรองการจ่ายเงินบางกรณี
หากไม่มีเอกสารเลย อาจมีความเสี่ยงเมื่อต้องใช้ประกอบบัญชีหรือภาษี โดยเฉพาะกรณีบริษัทที่ต้องจัดทำบัญชีและงบการเงิน
สิ่งที่ควรทำคือ พยายามซื้อจากผู้ขายที่ออกเอกสารได้ และเก็บหลักฐานประกอบให้มากที่สุด ไม่ควรใช้แค่ความจำหรือแชตสนทนาเป็นหลักฐานหลักเพียงอย่างเดียว
8. ภาษีซื้อกับภาษีขายคืออะไร?
ภาษีซื้อ คือ VAT ที่ธุรกิจจ่ายตอนซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจด VAT
ภาษีขาย คือ VAT ที่ธุรกิจเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้าหรือให้บริการ หากธุรกิจจด VAT แล้ว
โดยทั่วไป ผู้ประกอบการจด VAT จะต้องจัดทำรายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 โดยกรมสรรพากรระบุว่าผู้ประกอบการ VAT ต้องจัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ และยื่นแบบ ภ.พ.30 เพื่อคำนวณภาษีขายหักภาษีซื้อ
ตัวอย่าง
ซื้อสินค้าเข้าร้าน มี VAT ซื้อจากผู้ขาย
ขายสินค้าให้ลูกค้า มี VAT ขายจากการขาย
เมื่อถึงรอบยื่นแบบ ต้องนำข้อมูลภาษีซื้อและภาษีขายมาคำนวณตามระบบ VAT
9. ขาดทุนแล้วยังต้องยื่นภาษีไหม?
ในหลายกรณี แม้ธุรกิจจะขาดทุน ก็ยังอาจมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีหรือจัดทำเอกสารตามกฎหมาย โดยเฉพาะนิติบุคคลที่จดทะเบียนบริษัทแล้ว
การขาดทุนไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องทำบัญชี” เพราะบัญชีและงบการเงินเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงผลการดำเนินงานของบริษัท และอาจเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบภาษีในรอบบัญชีนั้น
ถ้าธุรกิจขาดทุน ควรยิ่งดูบัญชีให้ละเอียดว่าเกิดจากต้นทุนสูง ค่าใช้จ่ายเกิน รายได้ลด หรือมีรายการผิดปกติ เพื่อใช้วางแผนธุรกิจต่อไป
10. ควรเริ่มปรึกษานักบัญชีเมื่อไหร่?
ควรเริ่มปรึกษาตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีรายได้สม่ำเสมอ เริ่มจ้างงาน เริ่มมีลูกค้าเป็นบริษัท รายได้ใกล้เกณฑ์ VAT หรือเริ่มคิดจะจดบริษัท
ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดปัญหาก่อน เพราะการวางระบบตั้งแต่ต้นช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่า เช่น
- แยกบัญชีเงินส่วนตัวกับธุรกิจ
- วางระบบเอกสารรายเดือน
- ตรวจรายการที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย
- ติดตามยอดขายก่อนถึงเกณฑ์ VAT
- เตรียมบัญชีและภาษีก่อนจดบริษัท
- วางแผนภาษีและเงินสดให้เหมาะกับธุรกิจ
ตัวอย่าง: ร้านค้าออนไลน์มือใหม่ควรเริ่มจากอะไร?
สมมติร้านค้าออนไลน์เริ่มขายผ่าน Facebook, LINE และ marketplace มียอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน สิ่งที่ควรทำคือ
- แยกบัญชีรับเงินธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัว
- บันทึกรายรับจากทุกช่องทาง
- เก็บเอกสารค่าสินค้า ค่ากล่อง ค่าส่ง และค่าโฆษณา
- ตรวจยอดขายสะสมว่าเข้าใกล้เกณฑ์ VAT หรือไม่
- ตรวจว่าจ่ายค่าบริการหรือจ้างฟรีแลนซ์รายการไหนต้องหัก ณ ที่จ่าย
- สรุปกำไรขาดทุนทุกเดือน
- ปรึกษานักบัญชีเมื่อยอดขายเริ่มโต หรือเอกสารเริ่มเยอะขึ้น
การทำแบบนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจไม่ต้องเดาว่ากำไรจริงเท่าไหร่ และไม่ต้องกังวลเมื่อถึงเวลายื่นภาษี

เช็กลิสต์ภาษีสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่
- แยกเงินส่วนตัวกับเงินธุรกิจ
- บันทึกรายรับรายจ่ายทุกเดือน
- เก็บใบเสร็จ ใบกำกับภาษี และหลักฐานโอนเงิน
- รวมรายได้จากทุกช่องทาง ไม่ใช่ดูแค่บัญชีเดียว
- ตรวจยอดขายสะสมก่อนถึงเกณฑ์ VAT
- ตรวจรายการจ่ายที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
- เก็บหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายให้ครบ
- สรุปกำไรขาดทุนรายเดือน
- วางระบบเอกสารก่อนจดบริษัท
- ปรึกษานักบัญชีเมื่อธุรกิจเริ่มเติบโตหรือมีรายการซับซ้อน
ข้อควรระวังที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ไม่ควรมองข้าม
1. อย่าคิดว่าธุรกิจเล็กไม่เกี่ยวกับภาษี
แม้ธุรกิจจะเริ่มเล็ก แต่หากมีรายได้ก็อาจมีหน้าที่ทางภาษีได้ ควรเริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้น
2. อย่ารอให้รายได้เกิน VAT แล้วค่อยวางระบบ
เมื่อรายได้เข้าใกล้ 1.8 ล้านบาทต่อปี ควรเริ่มวางระบบใบกำกับภาษี รายงานภาษีซื้อ ภาษีขาย และราคาขายทันที
3. อย่าใช้เงินปนกัน
การใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินธุรกิจ ทำให้ตรวจสอบยาก และอาจทำให้คำนวณกำไรผิด
4. อย่าจ่ายค่าบริการโดยไม่เช็กหัก ณ ที่จ่าย
ก่อนจ่ายเงินให้ผู้รับจ้าง ผู้ให้บริการ หรือฟรีแลนซ์ ควรเช็กว่าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่
5. อย่าเก็บเอกสารแบบกระจัดกระจาย
เอกสารควรแยกเป็นรายเดือนและแยกตามหมวด เช่น รายรับ รายจ่าย VAT หัก ณ ที่จ่าย และเอกสารธนาคาร
FAQ: คำถามภาษีที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ถามบ่อย
1. ขายของออนไลน์ต้องเสียภาษีไหม?
หากมีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์ รายได้นั้นอาจต้องนำไปพิจารณาภาษี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายได้ ค่าใช้จ่าย สถานะผู้ประกอบการ และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี
2. รายได้ยังไม่ถึง 1.8 ล้านบาท ต้องจด VAT ไหม?
โดยทั่วไป หากรายรับยังไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี อาจยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับจด VAT แต่ต้องดูด้วยว่าธุรกิจอยู่ในกลุ่มที่ต้องเสีย VAT หรือมีเงื่อนไขเฉพาะหรือไม่ และบางธุรกิจอาจเลือกจด VAT ก่อนถึงเกณฑ์ได้หากเหมาะกับการทำธุรกิจ
3. จดบริษัทดีกว่าทำในนามบุคคลธรรมดาไหม?
ไม่สามารถตอบแบบเดียวกันได้ทุกธุรกิจ ต้องดูรายได้ ความเสี่ยง ลูกค้า ความน่าเชื่อถือ ต้นทุนบัญชี ภาษี และแผนการเติบโต หากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทหรือธุรกิจเริ่มมีระบบมากขึ้น การจดบริษัทอาจเหมาะกว่า แต่ควรประเมินร่วมกับนักบัญชี
4. ไม่มีใบเสร็จ ใช้สลิปโอนเงินแทนได้ไหม?
สลิปโอนเงินช่วยยืนยันการจ่ายเงินได้บางส่วน แต่ไม่ใช่เอกสารบัญชีที่สมบูรณ์ในทุกกรณี ควรมีเอกสารประกอบอื่น เช่น ใบเสร็จ ใบกำกับภาษี ใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือเอกสารรับรองการจ่ายเงินตามความเหมาะสม
5. จ่ายค่าบริการแล้วลืมหัก ณ ที่จ่าย ต้องทำอย่างไร?
ควรรีบตรวจสอบรายการ เอกสาร ผู้รับเงิน และช่วงเวลาที่เกิดรายการ เพื่อประเมินวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง อาจต้องติดต่อผู้รับเงิน ปรับเอกสาร หรือนำส่งภาษีเพิ่มเติมตามข้อเท็จจริง ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อไม่ให้แก้ผิดทาง
6. บริษัทขาดทุนต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ไหม?
โดยทั่วไปบริษัทที่จดทะเบียนแล้วมักยังมีหน้าที่ยื่นแบบและจัดทำงบการเงิน แม้จะขาดทุนหรือยังไม่มีภาษีต้องชำระ รายละเอียดควรตรวจตามรอบบัญชีและสถานะของบริษัท
7. ควรทำบัญชีเองหรือจ้างสำนักงานบัญชี?
ช่วงเริ่มต้น เจ้าของธุรกิจอาจบันทึกรายรับรายจ่ายเบื้องต้นเองได้ แต่เมื่อมี VAT หัก ณ ที่จ่าย เงินเดือนพนักงาน จดบริษัท หรือธุรกิจเริ่มมีรายการเยอะขึ้น การมีสำนักงานบัญชีช่วยดูแลจะลดความผิดพลาดและช่วยวางแผนได้ดีกว่า
สรุป: คำถามภาษีไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีระบบและมีคนช่วยอธิบาย
ภาษีเป็นเรื่องที่เจ้าของธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องน่ากลัว ถ้าเข้าใจพื้นฐานและเริ่มวางระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น
คำถามสำคัญที่ควรรู้คือ ธุรกิจมีรายได้เท่าไหร่ ต้องจด VAT หรือยัง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อไหร่ เก็บเอกสารอะไรบ้าง และควรยื่นภาษีในรูปแบบใด
สกุลณาการบัญชีพร้อมเป็น “คู่คิดหลังบ้านของเจ้าของธุรกิจ” ช่วยให้เรื่องบัญชี ภาษี และการเงินธุรกิจเป็นเรื่องเข้าใจง่าย ใช้ได้จริง และช่วยให้คุณตัดสินใจได้มั่นใจมากขึ้น
หากคุณกำลังเริ่มทำธุรกิจ มีคำถามเรื่องภาษี หรือไม่แน่ใจว่าธุรกิจของคุณควรวางระบบบัญชีอย่างไร สามารถปรึกษา “สกุลณาการบัญชี” เพื่อช่วยตรวจสอบ วางแผน และดูแลหลังบ้านให้เหมาะกับธุรกิจของคุณได้ค่ะ
🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: https://fb.com/sakunna.accounting



