สกุลณา การบัญชั รับทำบัญชี วางแผนภาษี

ร้านค้าออนไลน์ควรดูรายงานกำไรทุกเดือนจากตัวเลขอะไรบ้าง?

ร้านค้าออนไลน์ควรดูรายงานกำไรทุกเดือนจากตัวเลขอะไรบ้าง?

“เดือนนี้ยอดขายตั้งหลายแสน แต่ทำไมเงินในบัญชีไม่เหลือ?”

นี่เป็นปัญหาที่เจ้าของร้านค้าออนไลน์จำนวนมากพบเจอ ยอดคำสั่งซื้อในระบบดูดี ออเดอร์เข้าทุกวัน แคมเปญโฆษณาก็สร้างยอดขายได้ต่อเนื่อง แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าสินค้า ค่าโฆษณา ค่าขนส่ง และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม กลับรู้สึกว่าเงินหมุนไม่ทัน

สาเหตุสำคัญคือ เจ้าของร้านมักดูเพียง ยอดขายรวม หรือ ยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี แต่ยังไม่ได้ดูต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการสร้างยอดขายนั้น

การขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ Marketplace หรือโซเชียลมีเดียถือเป็นการประกอบกิจการที่มีรายได้ ซึ่งต้องนำข้อมูลไปพิจารณาทางภาษีตามรูปแบบของผู้ประกอบการด้วย ไม่ว่าจะดำเนินงานในนามบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล

ดังนั้น ร้านค้าออนไลน์ไม่ควรรอให้ถึงสิ้นปีแล้วจึงถามว่ามีกำไรเท่าไร แต่ควรมี รายงานกำไรประจำเดือน เพื่อดูว่าร้านกำลังขายดีอย่างมีกำไร หรือเพียงแค่มีเงินผ่านบัญชีจำนวนมาก

สรุปแบบเข้าใจง่าย

กำไรของร้านค้าออนไลน์ไม่ได้ดูจากยอดขายลบด้วยราคาซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องหักส่วนลด สินค้าคืน ต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการบริหารให้ครบ


รายงานกำไรของร้านค้าออนไลน์คืออะไร?

รายงานกำไรเป็นรายงานที่นำรายได้ของร้านมาเปรียบเทียบกับต้นทุนและค่าใช้จ่ายในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อดูว่าร้านมีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร

โครงสร้างพื้นฐานของงบกำไรขาดทุนประกอบด้วยรายได้ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และกำไรหรือขาดทุน ซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบรายการในงบการเงินที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดไว้สำหรับบริษัทจำกัด

สำหรับการบริหารร้านค้าออนไลน์ เจ้าของร้านสามารถจัดทำรายงานในรูปแบบที่อ่านง่ายกว่า โดยแยกตัวเลขสำคัญออกเป็นลำดับดังนี้

ยอดขายรวม
− ส่วนลด สินค้าคืน และรายการยกเลิก
= ยอดขายสุทธิ
− ต้นทุนสินค้าที่ขาย
= กำไรขั้นต้น
− ค่าใช้จ่ายในการขาย
− ค่าใช้จ่ายในการบริหาร
= กำไรจากการดำเนินงาน

หลังจากนั้นจึงพิจารณาดอกเบี้ย ภาษี และรายการเฉพาะอื่นเพิ่มเติมตามรูปแบบของกิจการ

1. ยอดขายรวมจากทุกช่องทาง

ตัวเลขแรกที่ต้องดูคือยอดขายจากทุกช่องทาง ไม่ใช่เฉพาะแพลตฟอร์มที่ขายดีที่สุด เช่น

  • เว็บไซต์ของร้าน
  • Facebook และ Instagram
  • LINE
  • TikTok Shop
  • Shopee หรือ Lazada
  • การไลฟ์ขายสินค้า
  • การขายหน้าร้าน
  • คำสั่งซื้อจากตัวแทนหรือผู้ค้าส่ง

เจ้าของร้านควรรวมยอดขายทั้งหมดไว้ในรายงานเดียว เพื่อให้เห็นขนาดธุรกิจจริงและป้องกันรายได้ตกหล่น

ยอดขายไม่เท่ากับยอดเงินโอนจากแพลตฟอร์ม

สมมติร้านขายสินค้าได้ 100,000 บาท แต่แพลตฟอร์มหักค่าธรรมเนียม ค่าบริการ และค่าโฆษณารวม 12,000 บาท ก่อนโอนเงินให้ร้าน 88,000 บาท

ในกรณีนี้ ยอดขายอาจเป็น 100,000 บาท ส่วนเงิน 12,000 บาทเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องแยกบันทึกตามรายละเอียด ไม่ควรบันทึกยอดขายเพียง 88,000 บาทโดยไม่ตรวจรายงานจากแพลตฟอร์ม

2. ส่วนลด สินค้าคืน และออเดอร์ยกเลิก

ยอดขายที่แสดงอยู่หน้าระบบอาจยังไม่ใช่รายได้ที่ร้านได้รับจริง เพราะอาจมีรายการหัก เช่น

  • คูปองส่วนลดที่ร้านเป็นผู้รับภาระ
  • ส่วนลดจากแคมเปญ
  • สินค้าถูกส่งคืน
  • การคืนเงินให้ลูกค้า
  • ออเดอร์เก็บเงินปลายทางที่ลูกค้าไม่รับ
  • การยกเลิกคำสั่งซื้อ
  • สินค้าเสียหายระหว่างขนส่ง

สูตรที่ควรดูคือ

ยอดขายสุทธิ = ยอดขายรวม − ส่วนลด − สินค้าคืน − รายการยกเลิก

การดูยอดขายสุทธิช่วยให้เจ้าของร้านไม่เข้าใจผิดว่าออเดอร์ทุกใบคือรายได้ที่ร้านได้รับครบแล้ว

3. ต้นทุนสินค้าที่ขายจริง

หนึ่งในตัวเลขที่ร้านค้าออนไลน์คำนวณผิดบ่อยที่สุดคือ ต้นทุนขาย

เจ้าของร้านบางคนใช้ยอดที่จ่ายซื้อสินค้าในเดือนนั้นเป็นต้นทุนทั้งหมด แต่สินค้าที่ซื้อมาอาจยังขายไม่หมดและยังเหลืออยู่ในสต๊อก จึงไม่ควรนำมาหักเป็นต้นทุนของเดือนทั้งหมดทันที

สูตรพื้นฐานคือ

ต้นทุนขาย = สินค้าคงเหลือต้นเดือน + ซื้อสินค้าเข้า − สินค้าคงเหลือปลายเดือน

หากมีต้นทุนอื่นที่เกิดขึ้นเพื่อให้สินค้าอยู่ในสภาพพร้อมขาย เช่น ค่าขนส่งสินค้าเข้า ค่าผลิต ค่าบรรจุเฉพาะสินค้า หรืออากรนำเข้า อาจต้องนำมารวมเป็นต้นทุนตามลักษณะและข้อเท็จจริงของกิจการด้วย

ตัวอย่าง

ต้นเดือนมีสินค้าเหลือมูลค่า 100,000 บาท
ระหว่างเดือนซื้อสินค้าเพิ่ม 200,000 บาท
ปลายเดือนตรวจนับสินค้าเหลือ 130,000 บาท

ต้นทุนสินค้าที่ขายจึงเท่ากับ

100,000 + 200,000 − 130,000 = 170,000 บาท

แม้ร้านจะจ่ายเงินซื้อสินค้าไป 200,000 บาท แต่ต้นทุนของสินค้าที่ขายในเดือนนี้คือ 170,000 บาท ส่วนอีก 130,000 บาทยังเป็นสินค้าคงเหลือของร้าน

4. กำไรขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้น

เมื่อทราบยอดขายสุทธิและต้นทุนขายแล้ว จะคำนวณกำไรขั้นต้นได้ดังนี้

กำไรขั้นต้น = ยอดขายสุทธิ − ต้นทุนขาย

ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคำนวณจาก

อัตรากำไรขั้นต้น = กำไรขั้นต้น ÷ ยอดขายสุทธิ × 100

ตัวเลขนี้ช่วยตอบว่า เมื่อขายสินค้าได้ 100 บาท ร้านเหลือเงินหลังหักต้นทุนสินค้าเท่าไร เพื่อนำไปจ่ายค่าโฆษณา ค่าธรรมเนียม เงินเดือน และค่าใช้จ่ายอื่น

หากยอดขายเพิ่มแต่เปอร์เซ็นต์กำไรขั้นต้นลดลง อาจเกิดจาก

  • ลดราคามากเกินไป
  • ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น
  • ขายสินค้าที่มีกำไรต่ำมากขึ้น
  • แจกของแถมโดยไม่ได้รวมต้นทุน
  • บันทึกสินค้าสูญหายหรือเสียหายไม่ครบ
  • ตั้งราคาขายโดยไม่ได้รวมค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง

5. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและระบบชำระเงิน

ร้านค้าออนไลน์อาจมีค่าธรรมเนียมหลายประเภท เช่น

  • ค่าคอมมิชชันจากการขาย
  • ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน
  • ค่าบริการแพลตฟอร์ม
  • ค่าธรรมเนียมโปรแกรมส่งเสริมการขาย
  • ค่าธรรมเนียมถอนหรือโอนเงิน
  • ค่าบริการเก็บเงินปลายทาง
  • ค่าธรรมเนียม Affiliate
  • ค่าบริการคลังสินค้าและจัดส่งสินค้า

ควรแยกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกจากยอดขาย เพื่อดูว่าแต่ละช่องทางทำกำไรจริงหรือไม่

บางแพลตฟอร์มอาจสร้างยอดขายสูง แต่เมื่อหักค่าธรรมเนียม แคมเปญ และค่าโฆษณาแล้ว กลับเหลือกำไรน้อยกว่าการขายผ่านเว็บไซต์ของร้านเอง

6. ค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์

ค่าขนส่งเป็นต้นทุนสำคัญที่มักถูกมองข้าม โดยเฉพาะร้านที่ใช้คำว่า “ส่งฟรี”

ในความเป็นจริง ค่าส่งยังคงเกิดขึ้น เพียงแต่ร้านเป็นผู้รับภาระแทนลูกค้า เจ้าของร้านจึงควรแยกตัวเลขต่อไปนี้

  • ค่าขนส่งที่เรียกเก็บจากลูกค้า
  • ค่าขนส่งที่ร้านจ่ายจริง
  • ส่วนต่างค่าขนส่งที่ร้านต้องรับภาระ
  • ค่ากล่อง ซอง เทป และวัสดุกันกระแทก
  • ค่าจ้างแพ็กสินค้า
  • ค่าตีกลับของพัสดุเก็บเงินปลายทาง

เมื่อรวมตัวเลขเหล่านี้แล้ว ร้านจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายด้านการจัดส่งต่อออเดอร์อยู่ที่เท่าไร และควรตั้งยอดขั้นต่ำสำหรับส่งฟรีหรือไม่

7. ค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายทางการตลาด

การดูเพียงยอดขายจากโฆษณาหรือ ROAS อาจยังไม่เพียงพอ เพราะยอดขายที่เกิดขึ้นยังต้องหักต้นทุนสินค้า ค่าธรรมเนียม ส่วนลด และค่าขนส่ง

ตัวอย่างเช่น ร้านใช้ค่าโฆษณา 50,000 บาท และสร้างยอดขายได้ 200,000 บาท แม้ดูเหมือนโฆษณาทำรายได้ 4 เท่าของงบ แต่หากสินค้ามีกำไรขั้นต้นเพียง 25% ร้านจะมีกำไรขั้นต้น 50,000 บาท ซึ่งเท่ากับค่าโฆษณาพอดี และยังไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น

เจ้าของร้านจึงควรดูอย่างน้อย 3 ตัวเลขควบคู่กัน

  • ค่าโฆษณารวม
  • ค่าโฆษณาต่อยอดขาย
  • กำไรที่เหลือหลังหักค่าโฆษณา

8. ค่าใช้จ่ายในการบริหารร้าน

ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ผูกกับออเดอร์โดยตรงก็ต้องนำมาคำนวณกำไร เช่น

  • เงินเดือนและค่าจ้างพนักงาน
  • ค่าจ้างแอดมินหรือผู้ดูแลร้าน
  • ค่าเช่าสำนักงานหรือคลังสินค้า
  • ค่าโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต
  • ค่าซอฟต์แวร์และระบบจัดการร้าน
  • ค่าบัญชีและค่าที่ปรึกษา
  • ค่าอุปกรณ์สำนักงาน
  • ค่าเดินทางที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • ค่าเสื่อมราคาของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์
  • ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางการเงิน

แม้ค่าใช้จ่ายบางรายการไม่ได้เพิ่มขึ้นตามยอดขาย แต่ร้านต้องจ่ายทุกเดือน จึงต้องนำมาหักก่อนสรุปว่าเป็นกำไรจริง

9. กำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิ

กำไรขั้นต้นยังไม่ใช่กำไรสุดท้าย เพราะยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร

สูตรแบบง่ายคือ

กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรขั้นต้น − ค่าใช้จ่ายในการขาย − ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

จากนั้นจึงพิจารณาดอกเบี้ย ภาษี และรายการอื่น เพื่อหากำไรสุทธิตามรูปแบบของกิจการ

ร้านควรเปรียบเทียบทั้งจำนวนเงินและเปอร์เซ็นต์กำไรสุทธิทุกเดือน เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่ากำไรจะเพิ่มตาม

10. เงินสด ลูกหนี้ และยอดรอรับจากแพลตฟอร์ม

รายงานกำไรตอบว่าธุรกิจทำกำไรหรือไม่ แต่ไม่ได้ตอบทั้งหมดว่าร้านมีเงินสดเพียงพอหรือเปล่า

ร้านอาจมีกำไรแต่เงินสดขาดมือได้ หาก

  • ซื้อสินค้าเข้าสต๊อกจำนวนมาก
  • แพลตฟอร์มยังไม่โอนเงิน
  • มีลูกหนี้ค้างชำระ
  • ร้านจ่ายค่าโฆษณาไปก่อน
  • มีเงินจมอยู่ในสินค้าที่ขายช้า
  • เจ้าของถอนเงินออกไปใช้ส่วนตัวมากเกินไป

จึงควรดูรายงานเพิ่มเติม ได้แก่

  • เงินสดคงเหลือ
  • ยอดเงินรอรับจากแพลตฟอร์ม
  • ลูกหนี้ค้างชำระ
  • เจ้าหนี้ค่าสินค้า
  • ภาระบัตรเครดิต
  • เงินที่ต้องเตรียมจ่ายภาษี
  • เงินที่เจ้าของถอนออกจากร้าน

11. สินค้าคงเหลือและสินค้าขายช้า

สต๊อกเป็นเงินของร้านที่เปลี่ยนรูปเป็นสินค้า หากซื้อสินค้ามากเกินไป แม้รายงานกำไรดูดี ร้านก็อาจไม่มีเงินสดเหลือ

ทุกเดือนควรดูว่า

  • สินค้าเหลือกี่ชิ้นและมูลค่าเท่าไร
  • สินค้าใดขายเร็ว
  • สินค้าใดไม่มีการเคลื่อนไหว
  • มีสินค้าเสียหาย หมดอายุ หรือสูญหายหรือไม่
  • สินค้าใดมีกำไรสูงแต่ขายน้อย
  • สินค้าใดขายมากแต่กำไรต่ำ

ร้านที่จดทะเบียน VAT และประกอบกิจการขายสินค้ามีหน้าที่จัดทำรายงานภาษีขาย รายงานภาษีซื้อ รวมถึงรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามหลักเกณฑ์ด้วย


เรื่อง VAT ควรดูในรายงานกำไรอย่างไร

สำหรับร้านที่จดทะเบียน VAT ควรแยกยอดขายก่อน VAT ภาษีขาย ยอดซื้อก่อน VAT และภาษีซื้อออกจากกัน เพื่อไม่ให้เข้าใจว่า VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้าทั้งหมดเป็นรายได้ของร้าน

กรมสรรพากรอธิบายว่า ภาษีขายคำนวณจากมูลค่าการขายสินค้าและบริการ ส่วนภาษีซื้อคือ VAT ที่ผู้ประกอบการจ่ายให้ผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ โดยสิทธิในการนำภาษีซื้อมาหักต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและเอกสารที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม หากร้านยังไม่ได้จด VAT หรือเป็นภาษีซื้อที่ไม่มีสิทธินำมาหัก วิธีบันทึกต้นทุนและค่าใช้จ่ายอาจแตกต่างออกไป จึงควรพิจารณาตามสถานะภาษีและเอกสารของร้านแต่ละราย


เช็กลิสต์รายงานที่ร้านค้าออนไลน์ควรดูทุกเดือน

ก่อนสรุปกำไร ลองตรวจว่ารายงานมีตัวเลขต่อไปนี้ครบหรือไม่

  • ยอดขายจากทุกช่องทาง
  • ส่วนลดและคูปองที่ร้านรับภาระ
  • สินค้าคืนและยอดคืนเงิน
  • ออเดอร์ยกเลิกและพัสดุตีกลับ
  • ต้นทุนสินค้าที่ขายจริง
  • สินค้าคงเหลือต้นเดือนและปลายเดือน
  • กำไรขั้นต้นและเปอร์เซ็นต์กำไรขั้นต้น
  • ค่าธรรมเนียมแยกตามแพลตฟอร์ม
  • ค่าขนส่งและบรรจุภัณฑ์
  • ค่าโฆษณาแยกตามช่องทาง
  • เงินเดือนและค่าใช้จ่ายบริหาร
  • กำไรจากการดำเนินงาน
  • เงินสดคงเหลือและยอดรอรับ
  • ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และภาระบัตรเครดิต
  • เงินที่เจ้าของถอนใช้ส่วนตัว
  • ภาษีที่ต้องเตรียมชำระ

ข้อควรระวังในการดูรายงานกำไร

อย่าใช้ยอดเงินเข้าบัญชีแทนยอดขาย

เงินโอนจากแพลตฟอร์มอาจเป็นยอดหลังหักค่าธรรมเนียม หรือรวมยอดขายหลายช่วงเวลา ต้องกระทบกับรายงานคำสั่งซื้อและรายละเอียดการหักเงิน

อย่านำยอดซื้อสินค้าทั้งเดือนมาเป็นต้นทุนขายทันที

สินค้าที่ยังขายไม่หมดต้องแสดงเป็นสินค้าคงเหลือ มิฉะนั้นกำไรของแต่ละเดือนจะผิดเพี้ยน

อย่าลืมต้นทุนของส่วนลดและของแถม

แม้ลูกค้าจะได้รับฟรี แต่ร้านยังมีต้นทุนสินค้า ค่าบรรจุ และค่าขนส่งเกิดขึ้น

อย่ารวมเงินส่วนตัวกับเงินร้าน

เงินที่เจ้าของเติมเข้าร้านไม่ใช่ยอดขาย และเงินที่เจ้าของถอนออกไปใช้ก็ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของร้านโดยอัตโนมัติ ควรแยกบัญชีและระบุรายการให้ชัดเจน

อย่าสรุปกำไรก่อนตรวจสต๊อก

หากจำนวนสินค้าในระบบไม่ตรงกับสินค้าจริง ต้นทุนขายและกำไรที่คำนวณได้ก็อาจไม่ถูกต้อง


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรายงานกำไรร้านค้าออนไลน์

1. ร้านค้าออนไลน์ควรทำรายงานกำไรบ่อยแค่ไหน?

ควรจัดทำอย่างน้อยเดือนละครั้ง และร้านที่มีออเดอร์จำนวนมากหรือใช้ค่าโฆษณาสูงอาจติดตามรายสัปดาห์เพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาก่อนขาดทุนสะสม

2. เงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชีคือกำไรหรือไม่?

ไม่ใช่ เงินโอนอาจเป็นยอดขายหลังหักค่าธรรมเนียม และยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา เงินเดือน ค่าเช่า และค่าใช้จ่ายอื่น

3. ค่าสินค้าที่ซื้อเข้ามาทั้งหมดถือเป็นต้นทุนของเดือนหรือไม่?

ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนที่ยังขายไม่หมดเป็นสินค้าคงเหลือ ต้นทุนของเดือนควรสัมพันธ์กับสินค้าที่ขายออกไปจริง

4. ยอดขายเพิ่มแต่กำไรลดลงเกิดจากอะไร?

อาจเกิดจากการลดราคามากขึ้น ต้นทุนสินค้าสูงขึ้น ค่าโฆษณาเพิ่ม ค่าธรรมเนียมสูง หรือร้านขายสินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำในสัดส่วนมากขึ้น

5. ร้านเล็กจำเป็นต้องทำรายงานกำไรหรือไม่?

จำเป็น เพราะร้านขนาดเล็กมักมีเงินทุนจำกัด หากไม่รู้กำไรจริง อาจตั้งราคาต่ำ ซื้อสต๊อกมากเกินไป หรือใช้ค่าโฆษณาจนเงินสดไม่พอ

6. ค่าโฆษณาควรไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย?

ไม่มีตัวเลขเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ต้องดูอัตรากำไรขั้นต้น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง การซื้อซ้ำของลูกค้า และค่าใช้จ่ายอื่นประกอบ ร้านที่มีกำไรขั้นต้นต่ำย่อมรับค่าโฆษณาได้ต่ำกว่าร้านที่มีกำไรขั้นต้นสูง

7. รายงานกำไรใช้แทนรายงานกระแสเงินสดได้หรือไม่?

ไม่ได้ รายงานกำไรแสดงผลการดำเนินงาน ส่วนรายงานกระแสเงินสดแสดงว่าเงินเข้าและออกเมื่อใด ร้านอาจมีกำไรแต่เงินสดไม่พอได้


สรุป: ยอดขายบอกว่าร้านขายได้ แต่กำไรบอกว่าร้านอยู่รอดหรือไม่

ร้านค้าออนไลน์ควรดูมากกว่ายอดออเดอร์หรือยอดเงินโอนเข้าบัญชี ตัวเลขสำคัญที่ต้องติดตามทุกเดือน ได้แก่ ยอดขายสุทธิ ต้นทุนสินค้าที่ขาย กำไรขั้นต้น ค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายบริหาร กำไรจากการดำเนินงาน เงินสด และสินค้าคงเหลือ

เมื่อจัดรายงานได้ครบ เจ้าของร้านจะตอบคำถามสำคัญได้ว่า

  • สินค้าใดทำกำไรจริง
  • ช่องทางใดมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
  • ค่าโฆษณายังสร้างกำไรหรือไม่
  • ควรปรับราคาสินค้าหรือโปรโมชั่นอย่างไร
  • มีเงินเพียงพอซื้อสต๊อกและชำระภาษีหรือไม่
  • ธุรกิจกำลังเติบโตอย่างมีกำไรหรือเพียงมียอดขายเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ วิธีรับรู้รายได้ ต้นทุน สินค้าคงเหลือ ค่าใช้จ่าย VAT และภาษีเงินได้ อาจขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจ สถานะผู้ประกอบการ เอกสาร เงื่อนไขการขาย และข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ควรให้นักบัญชีตรวจสอบวิธีบันทึกให้เหมาะสมกับกิจการ

ให้สกุลณาการบัญชีช่วยเปลี่ยนยอดขายให้กลายเป็นตัวเลขที่ตัดสินใจได้

หากร้านของคุณมียอดขายหลายช่องทาง แต่ยังไม่แน่ใจว่าแต่ละเดือนเหลือกำไรจริงเท่าไร สกุลณาการบัญชี พร้อมช่วยจัดระบบรายได้ ต้นทุน สต๊อก ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่าย ให้กลายเป็นรายงานที่เจ้าของธุรกิจอ่านแล้วนำไปตัดสินใจได้จริง

เราไม่ได้ช่วยเพียงยื่นภาษีหรือปิดบัญชี แต่พร้อมเป็น คู่คิดหลังบ้านของเจ้าของธุรกิจ เพื่อให้คุณเห็นว่าร้านกำลังเติบโตจากยอดขาย หรือเติบโตจากกำไรอย่างแท้จริง

เพราะเราเชื่อว่า บัญชีไม่ได้น่ากลัว ถ้ามีคนอธิบายให้เข้าใจ

🌐 Website: www.sakunnaaccounting.com
💙 Facebook: fb.com/sakunna.accounting

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top